วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ ทรงโปรดเวไนย (ภาค 8)




#พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
#ทรงโปรดเวไนย (ภาค 8)
To Whom It May Concern
*****************************
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เหตุผลที่ #จิตจักรวาล ไม่มีการจัดตั้งสำนัก
เพราะเป็นการดำเนินพระภารกิจศักดิ์สิทธิ์
ในพระนามพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ซึ่งพระองค์เป็นเจ้าเหนือสิ่งทั้งปวงอยู่แล้ว

อันว่าตัวเราเป็นเพียง "บุตรเอก" ผู้รับบัญชา
ให้กลับมากล่าวโอวาทแทนพระองค์เท่านั้น
มิอาจเอื้อมยกตนเป็นเจ้าสำนักได้

เพราะพระโอวาททั้งหลายนั้น
พระองค์ทรงกล่าวผ่านเรามาว่าอย่างไร
เราก็กล่าวออกไปให้ท่านรับฟังว่าอย่างนั้น
ไม่มีบิดเบือน เบี่ยงเบน หรือ บดบังใดๆ

นอกจากนั้นในทุกคำกล่าว
เราก็ไม่มีการจูงใจให้ใครเชื่อตาม
ไม่มีการหลอกลวงให้ใครหลงคล้อยตาม
ไม่มีการบังคับข่มขู่ใครให้ติดตาม

#มีเพียงสามสิ่งเท่านั้น
ที่เราทำและทำมาตลอด นั่นคือ
สอนให้รู้ สอนให้คิด และสอนให้ปฏิบัติ
เมื่อปฏิบัติแล้วเห็นแจ้งในความจริงก่อน
ท่านจึงค่อยเชื่อตามที่เรากล่าว

การแนะนำให้ท่านทำอย่างนี้
เพราะเราปรารถนาดีต่อพวกท่าน
เมื่อเรามาตามพวกท่านกลับบ้าน
บ้านที่เป็นแดนนิพพานที่ท่านจากมา
เราจะพาท่านมางมงายไปกับเราไม่ได้
แม้ทุกสิ่งอย่างที่เรากล่าวต่อท่าน
ล้วนเป็นความจริง
จากพระโอษฐ์พระบิดาก็ตาม

เพราะพวกท่านมาเกิดเป็น "คน"
แล้วต้องค่อยๆคนตนเองให้เป็น #มนุษย์
ด้วยการหมุนธรรมจักรในตนเอง
ด้วยการแทรกแซงขั้นธ์ 5
ด้วยการเข้าถึงแรงสั่นสะเทือนสูงสุด
ของจิตและสมองสองซีกให้ได้

สูงสุดของจิตคือความสงบสมดุล
สูงสุดของสมองคือ "อริยะปัญญา"

ดังนั้น
เราจึงไม่สอนสั่งให้ท่านเชื่อตาม
แต่กล่าวแล้วให้ท่านคิดตาม
คิดไม่ออกหรือคิดแล้วไม่เข้าใจก็ให้ถาม
ถามแล้วได้คำตอบได้ความรู้ก็เอาไปทำดู
เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของตนเอง
สู่การรู้จริงรู้แจ้ง และเห็นจริงเห็นแจ้ง

เพื่อให้ท่านเข้าใจง่ายเรียนรู้ได้เร็ว
เพราะเวลาโลกสำหรับพวกท่านเหลือน้อย
เราจึงกล่าวพระโอวาทด้วยภาษาง่ายๆ
ไม่เล่นคำ ไม่ทำสำนวนโวหาร
อ่านแล้วคิดตามได้อย่างเป็นรูปธรรม

องค์ธรรมจากพระโอวาท
เน้นให้ท่านทั้งหลายเรียนรู้
เพื่อให้ท่านเป็นครูสอนตนเองต่อไป
มิใช่ให้ท่านเอาไปเที่ยวสั่งสอนคนอื่นๆ

เพราะหน้าที่ของทุกท่านแต่ละคนนั้น
คือ การช่วยเหลือตนเองให้หลุดพ้น

ถ้าท่านยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้
ท่านจะมีต้นทุนอะไรไปช่วยเหลือคนอื่น
นอกจากท่องจำธรรมแล้วนำมากล่าวต่อ
ยิ่งท่านยังมิรู้จริงรู้แจ้งมิเห็นจริงเห็นแจ้ง
ก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการสอนผิด
ซึ่งนับว่าเป็นโทษมหันต์เลยทีเดียว

นอกจากนั้น
คนที่จะทำหน้าที่เป็นครูสอนธรรมะคนอื่นได้
จิตวิญญาณของท่านคุรุท่านนั้น
ยังต้องเป็นผู้ที่ถือภารกิจนี้ติดตัวมาเกิดด้วย
เพราะการเป็นคุรุสอนธรรมะ
เป็นภารกิจทางจิตวิญญาณที่กำหนดมา
มิใช่ว่าจิตดีมีเมตตาก็ตั้งหน้าสอนธรรมะแล้ว

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
มนุษย์ด้วยกันจะสามารถช่วยเหลือกันได้
ด้วยการปฏิบัติแล้วไม่ผิดบาปไม่ผิดหน้าที่
ด้วยบทบาทง่ายๆต่อไปนี้

1.สอนธรรมะคนอื่นโดยไม่ต้องสอน
เพียงแค่ท่านรู้ธรรมะเข้าถึงธรรมะใด
ก็ให้นำเอาธรรมะนั้นมาปฏิบัติ
ให้คนรอบข้างเขาได้เห็นเป็นแบบอย่าง
แล้วนำไปปฏิบัติตามวิถีชีวิตของเขาเอง

2.ถ้าจำเป็นต้องพูดธรรมะให้ใครฟัง
ก็ให้กล่าวตามที่พระศาสดาสอนไว้
#กล่าวทุกครั้งต้องอ้างอิงทุกครั้ง

ผู้นำศาสนาบางท่านบางยุคในอดีต
มักจะกล่าวธรรมะสอนชาวโลก
โดยไม่บอกกล่าวว่าที่ตนนำมากล่าว
ล้วนเป็นธรรมะจากพระเจ้า
แถมบางสิ่งก็กล่าวตามความเชื่อของตน
ปนเปผสมผสานกันไปจนแยกไม่ออก

แม้จะแลดูว่าท่านผู้นั้นได้ทำตามหน้าที่
เพราะทางโลกมียศตำแหน่งแต่งตั้งชัดเจน
ผู้คนรู้เห็นและยอมรับกันทั่วโลก
แต่ท่านก็ถูกจิตวิญญาณแก่นแท้ในตน
โดยความร่วมมือของพี่พลียะเดี้ยน
คอยกระตุกกระตุ้นจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลา

อาการที่มนุษย์ได้เห็นก็คือ
มือที่จับถือพระคัมภีร์จะสั่นเทา
ศีรษะที่มีจิตกับสมองสถิตย์อยู่
จะเกิดอาการกระตุกกระชากเป็นระยะ
ซึ่งเป็นอาการที่พวกท่านเรียกว่า
ป่วยเป็นโรค #พาร์คินสัน นั่นเอง

ดังนั้น
จงอย่ากล่าวพระธรรมใดๆให้ใครฟัง
ไปตามความคิดเข้าใจ
หรือกล่าวตามความเชื่อของตนเองเด็ดขาด
เพราะนอกจากสิ่งที่ท่านกล่าว
อาจเป็นธรรมะนอกรีตให้คนหลงผิดแล้ว
มันยังจะทำให้ท่านทำผิดหน้าที่
อันเป็นการผิดบาปต่อจิตวิญญาณตนเองด้วย

3.ทางที่ดีที่สุดหากปรารถนาดี
ต้องการชี้ทางธรรมให้แก่ผู้ใด
ก็ให้แนะนำเขาอ่านพระคัมภีร์ด้วยตนเอง
เมื่อเขาไม่เข้าใจก็ให้เขากลับมาถามท่าน
เมื่อท่านตอบคำถามก็ให้ใช้คำว่า
"ความเข้าใจส่วนตัว" เพื่อให้เขาคิดตามเอง
มิใช่ปล่อยให้เขาเชื่อตาม
นี่จึงเป็นวิถีที่ถูกต้องที่ปลอดการเกี่ยวกรรม

โลกยุคนี้เต็มไปด้วยความสับสน
ผู้คนมีปัญญาแต่ใช้ไม่เป็น
จึงขาดพลังอำนาจที่จะนำพาตนเอง
ข้ามผ่านกฎแห่งกรรม
เพื่อหยุดยั้งการมีสังสารวัฏกันได้

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านว่า
พระสุริยะจะทรงกลดงดเว้นภัยให้ท่าน
ด้วยปฏิบัติการของฟ้าไม่ได้ตลอดหรอก

ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ศกนี้เป็นต้นมา
แม้ว่าจะทำการกลั่นกรองไว้บ้างแล้ว
แต่เครื่องยนต์แห่งกรรมของเรา
ก็ยังรับรู้แรงสั่นไหวของแผ่นดินโลก
ที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าปกติได้
แม้ขณะที่ถ่ายทอดคลื่นพระโอวาทนี้
เราก็มีอาการโคลงเคลง
ดุจนั่งเรือสู้คลื่นจนฝืนแทบไม่ไหว

พี่น้องทั้งหลาย
จงเร่งช่วยกันสร้างบวกมากๆ
รักกันให้ได้ ให้อภัยให้เป็น
หยุดใช้กิเลสตัณหาราคะ
ดำเนินชีวิตเสียเถิด

มันจะช่วยได้เยอะเลย
ไม่เช่นนั้นภัยพิบัติจะมาแรงและมาเร็วขึ้น
จนมิอาจต้านทานเอาไว้ได้อีก
จงเตรียมตนเองและจิตวิญญาณ
ให้พร้อมต่อการผจญภัยเถิดท่านทั้งหลาย

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
2-07-2017

หมายเหตุ:
ต้องการติดตามตอนต่อไป
โปรดยกมือขึ้นอีกครั้งเถิดท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ ทรงโปรดเวไนย (ภาค 7)




#พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
#ทรงโปรดเวไนย (ภาค 7)
To Whom It May Concern
*****************************
"เสียงกัมปนาท กราดเกรี้ยว เสียวระทึก
ดั่งยามดึก ฟ้าผ่า พาแตกตื่น
ครูสั่งศิษย์ กีดกัน ทุกวันคืน
ห้ามยุ่งยื่น เป็นมิตร จิตจักรวาล"

บุตร  แห่งบิดาทั้งหลาย
พี่ๆน้องๆที่  แห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ในปลายยุคพลังงานเก่านี้
จะมีปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้
ในท่ามกลางภัยพิบัติโลกแบบแปลกๆ
นั่นคือปฏิบัติการ "ล่าสาวก"
ของเจ้าลัทธิต่างๆทั้งใหม่และเก่า

ขายความงมงายในพิธีกรรมแปลก
ขายศักดิ์สิทธิ์พิสดารของเจ้าลัทธิ
ขายความอุตริอวิชชาของครูอาจารย์
ขายมายาของมารที่เลียนแบบโพธิสัตว์
ขายธรรมะจอมปลอมโดยจอมซาตาน

บทบาทการขายที่เรากล่าวไว้เหล่านี้
ล้วนเป็นฝีมือของรูปธรรมทางวิญญาณ
ซึ่งอยู่เบื้องหลังมิติโลกทางกายภาพ
เข้ามาแอบแฝงตัวตนอยู่แทบทั้งสิ้น

ทุกวันนี้โลกเสรีเสียสมดุลไปมาก
โดยเฉพาะอำนาจแม่เหล็กโลกที่อ่อนแอ
จะทำให้ประตูมิติของโลกและมนุษย์
ที่เชื่อมต่อกับมิติแห่งจิตวิญญาณ
เปิดแง้มอ้าออกกว้างมากขึ้นกว่าเดิม

จิตวิญญาณที่อุตริและมีอำนาจสูง
ก็จะเบียดแทรกตนเองเข้าทับซ้อน
เพื่อทำการยึดอำนาจจากเจ้าสำนักเดิม
ที่กิเลสหนา ปัญญาน้อย ด้อยพลังบารมี
เพราะไม่มีศีลธรรมแท้จริงก็มี

หรือมารร้ายจะเข้าแทรกแซงคนบางคน
ที่อยากดังและฝังใจฝักใฝ่อุตริอวิชาอยู่
ด้วยการแสดงบทบาทเป็นเจ้าสำนัก
แลกเครื่องเซ่นสรวงคาวๆกับเหล้ายา

โดยจะสร้างจุดขายทั้ง 5 ที่ว่ามา
เพื่อหลอกล่อคนดีๆที่โง่ๆ
ให้หลงทิศผิดทางไปสวรรค์นิรันดร
จึงมิอาจหลุดพ้นได้ในชาตินี

มีเหตุผลหลักอยู่ 4 ประการ
ที่พระบิดาทรงยอมให้โลกมีการล่าสาวก
โดยเราจะขอกล่าวให้ท่านรู้ไว้ดังนี้

1.ทรงยอมให้มีการล่าสาวกด้วยวิธีต่างๆ
เพื่อจะสร้างเงื่อนไขทดสอบจิตตปัญญา
ให้มนุษย์โลกส่วนใหญ่ได้เผชิญว่า
จะฉลาดตัดสินใจหรือไม่อย่างไร

ถ้าใครเลือกที่จะทำตัวโง่และงมงาย
จนตกเป็นสาวกของเจ้าสำนักลัทธิมาร
พระองค์ท่านก็จะทรงทราบทันทีว่า
ผู้นั้นความสามารถใช้ปัญญาเป็นศูนย์
แปลว่า #ตัดสินใจผิด นั่นเอง

คนผู้นั้นจักมิใช่ประชากรของพระองค์
สำหรับโลกเสรีในยุคพลังงานใหม่

เพราะขาดอำนาจทางจิตตปัญญา
จึงมิอาจให้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่
ค้ำจุนโลกเสรีนี้ในยุคพลังงานใหม่ได้

2.ทรงยอมให้มีการล่าสาวกเกิดขึ้น
เพื่อเปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลาย
ได้เรียนรู้ในสิ่งถูกผิดดีชั่วชัดเจนขึ้น

จนฉลาดที่จะแยกแยะได้ง่ายขึ้นว่า
แบบไหนเป็นเส้นทางสู่นรกโลกันตร์
แบบไหนเป็นเส้นทางสู่สวรรค์นิรันดร
เพื่อการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
บนครรลองแห่งการหลุดพ้นคือนิพพาน

3.ทรงยอมให้มีการล่าสาวกเกิดขึ้น
เพราะจะมีมนุษย์ด้วยกันเอง
พากันออกมาอ้างอวดอุตริอวิช
ล่าสาวกแสวงหาประโยชน์ใส่ตน
จากพี่ๆน้องๆที่เป็นคนอ่อนแอมากขึ้น
ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมีจุดอ่อนคล้ายๆกัน 

เป็นต้นว่า....
บางคนก็ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ทั้งๆที่เป็นคนฉลาดและเก่งพอตัว
จึงต้องหันมาพึ่งเจ้าเข้าผี
ขอให้เจ้าลัทธิพวกนี้เป็นกำลังใจให้

บางคนก็อยากร่ำรวยเป็นเศรษฐ
แทนที่จะฉลาดคิด ฉลาดทำ
แต่กลับแสวงหาความร่ำรวย
ด้วยวิธีมักง่ายคือพึ่งเครื่องลางของขลัง
บ้างก็พึ่งผีที่เจ้าลัทธิให้นำมาเลี้ยงดู

บางคนก็อยากโด่งดังมีชื่อเสียง
ต้องการได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ
เมื่อยกระดับตนเองขึ้นมาไม่ได้
ก็จำต้องเที่ยวเสาะหาที่พึ่งหรือตัวช่วย
ประเภทขอ "เจ้าสำนักดัง" ช่วยด้วยบ้าง
ประเภทยอมถวายตัวกับเจ้าสำนักบ้าง

ถ้ายิ่งเข้าสังกัดสำนักดังมากเท่าใด
ตนก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้นเท่านั้น

ถ้ายิ่งเป็นสาวกรับใช้ใกล้ชิดเจ้าลัทธิ
ก็จะยิ่งมีโอกาสได้รับการยกย่อง
จากคนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งตนก็อาจจะมีโอกาสได้รับรางวัล
ที่เจ้าลัทธิอุตริปูนบำเหน็จให้
เป็นตำแหน่งสำคัญๆในสำนักนั้น
หรือยอมให้ท่านเปิดสำนักสาข
แล้วอุปมาตนเป็นเจ้าสำนักได้เอง

4.ทรงยอมให้มีสำนักใหม่ๆเกิดขึ้น
เพื่อให้มารทดสอบจิตสามนึกมนุษย์
ว่าผ่านหรือไม่ รวม 5 ประการต่อไปนี้

4.1 ยังติดอยากได้ใคร่มีในลาภยศหรือไม่
4.2 ใช้ปัญญาของสมองคิดเป็นหรือเปล่า
4.3 รู้จักแยกแยะผิดชอบดีชั่วบ้างไหม
4.4 ระหว่างมารกับพระบิดาจะเลือกใคร
4.5 กล้าหาญและเป็นตัวของตัวเองมั้ย

ในท่ามกลางความผันผวนของสังคม
ในท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโล
ขอท่านทั้งหลายจงรับรู้ไว้ด้วยว่า

1.อย่าประมาทมารจนท่านถูกหลอก
2.อย่าขลาดกลัวมารจนผลักไสครูที่ดี
3.อย่าตกเป็นทาสมารเพราะติดโลภ
4.อย่าทำตัวเป็นเจ้าลัทธิมารเสียเอง
5.อย่าหลงเชื่อมาร
เพราะท่านโง่เขลาเบาปัญญา
โดยแยกไม่ออกว่าไหนมารไหนมิใช่

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
29-06-2017

หมายเหตุ:

ยังมีภาคต่อไปให้เรียนรู้อี
เกียจคร้านจะยกมือหรือยังนะ

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2560

meta physics: #อภิปรัชญา




meta physics:
#อภิปรัชญา

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราได้กล่าวเตือนไว้แล้วว่า
จงอย่าเข้าใจสับสนและกล่าวผิดอีกเลย
ระหว่าง #จิตสำนึก กับ #จิตใต้สำนึก
เพราะจิตทั้งสองนี้เป็นคนละตัวกันชัดเจน

เราจึงขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลาย
ในเรื่องของจิตสำนึกกับจิตใต้สำนึก
ให้ท่านได้เข้าใจอย่างถูกต้องถ่องแท้
พอสังเขปดังต่อไปนี้

1.#จิตสำนึก 
เป็นเครื่องมือของ "จิตหยาบ"
เพื่อขับเคลื่อนการกระทำต่างๆ
ทั้งทางกายกรรม และวจีกรรม

2.#จิตสำนึก
เพี้ยนมาจากคำว่า "จิตสามนึก"
อันประกอบด้วย 
"นึกออก นึกเอา และนึกเอง"

โดยทุกๆการนึกของจิตที่เกิดขึ้นนั้น
จะต้องส่งสัญญาณไปคิดต่อที่สมองเสมอ
จะนึกอะไรแล้วทำไปตามที่ใจนึกเลยไม่ได้

มนุษย์ทุกคนจึงต้องนึกด้วยจิต
แล้วค่อยนำสิ่งที่ตนนึกมาคิดต่อด้วยสมอง

3.#จิตสำนึก 
แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ
#จิตรู้สำนึก กับ #จิตไร้สำนึก

"จิตรู้สำนึก" 
หมายถึง จิตที่นึกคิดด้านบวก
แล้วแสดงออกหรือกระทำ
ทั้งต่อตนเองหรือผู้อื่น
ด้วยกายกรรมและวจีกรรมด้านบวก
คือ นึกดี คิดดี พูดดี และทำดี

"จิตไร้สำนึก" 
หมายถึง จิตที่นึกคิดด้านลบ
แล้วแสดงออกหรือกระทำ
ทั้งต่อตนเองหรือผู้อื่น
ด้วยกายกรรมและวจีกรรมด้านล
คือ นึกลบ คิดลบ พูดลบ และทำลบ

4.#จิตใต้สำนึก
เป็นเครื่องมือของ "จิตสำนึก"
เพื่อขับเคลื่อนการกระทำใดๆ
ในมิติทางพลังงานด้านของจิตวิญญาณ
ที่สองตาเปล่ามองไม่เห็น

5.#จิตใต้สำนึก
จะสั่นสะเทือนไปตาม "จิตสำนึก" เสมอ
ไม่ว่าจิตสำนึกนั้นจะมีการสั่นสะเทือน
เป็นพฤติกรรมด้านดีหรือว่าด้านชั่ว
จิตใต้สำนึกก็จะสั่นสะเทือนไปตามนั้น
ไม่มีวันสั่นสะเทือนไปเป็นอื่น

เพราะจิตใต้สำนึก
มีคุณสมบัติต่างจากจิตสำนึกก็คือ
คิดเองไม่เป็น รู้เห็นเองไม่ได้
ต้องสั่นสะเทือนไปตามจิตหยาบเท่านั้น

6.#จิตใต้สำนึก
มีหน้าที่สั่นสะเทือนไปตามจิตสำนึก
เพื่อส่งรหัสสัญญาณเป็นคลื่นไฟฟ้าเคมี
บอกให้ "จิตวิญญาณ" ของท่านรู้ว่า
ขณะนั้นจิตหยาบกำลังสั่นสะเทือน
เป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดเช่นไรอย่างไร

จิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้ของท่าน
ก็มีหน้าที่จะต้องสั่นสะเทือนตนเอง
ไปตามรหัสสัญญาณที่จิตใต้สำนึกส่งมา
ไม่ว่าจิตวิญญาณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

7.#จิตใต้สำนึก
เมื่อมีการสั่นสะเทือน
ทั้งด้านบวกหรือลบไปตามจิตสำนึก
จนยังผลให้จิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้
ต้องรับเอาบวกหรือลบนั้นไว้ด้วยแล้ว

ถ้าจิตวิญญาณ
สั่นสะเทือนตนเองด้านลบ
เพราะจิตสำนึกโดยจิตหยาบเป็นลบ
เครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
จะมีต่อมไร้ท่อเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญ
ก็จะสั่นสะเทือนด้านลบตามจิตวิญญาณด้วย

ผลลัพธ์ของการสั่นสะเทือนด้านลบ
ที่จิตวิญญาณของท่านสั่นสะเทือนนั้น
จะเป็นเหตุให้กลไกต่อมไร้ท่
ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในกระโหลกศีรษะท่าน
ผลิตคลื่นพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กออกมา

เราจะเรียกพลังงานนี้ว่า 
#ผลกรรมด้านลบ

ถ้าจิตวิญญาณสั่นสะเทือนด้านบวก
เพราะจิตสำนึกโดยจิตหยาบเป็นบวก
ก็จะเป็นเหตุให้กลไกต่อมไร้ท่อ
ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในกระโหลกศีรษะท่าน
ผลิตคลื่นพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กออกมา

เราจะเรียกพลังงานนี้ว่า 
#ผลกรรมด้านบวก

นี่คือ...
กระบวนการก่อกรรมให้เกิดผลกรรม
ระหว่างด้านกายภาพกับพลังงา
ซึ่งเป็นมิติคู่ขนานกันอยู่
สำหรับมนุษย์โลก

8.สิ่งที่ท่านต้องรู้ไว้เบื้องต้นก็คือ
ผลกรรมทั้งด้านบวกและลบที่เกิดขึ้น
ในมิติทางพลังงานด้านจิตวิญญาณ
มันคือ "ขยะทางพลังงาน" ที่รกโลก
ที่จิตมนุษย์ผลิตสร้างมันขึ้นมาอย่างไร้สติ
เพราะตกเป็นทาสกิเลส ตัณหา ราคะ

ซึ่งยังผลให้เมื่อตายไปแล้ว
จิตวิญญาณของท่าน
ต้องย้อนกลับมาเกิดอีก

เพื่อชำระขยะพลังงานจิต
ทั้งบวกและลบที่ก่อไว้
ให้สูญหายสลายไปจากระบบโลก
ในลักษณะขยะใคร
คนนั้นต้องรับผิดชอบ

ถ้าได้รับโอกาสมาเกิดใหม่แล้ว
กรรมเก่ายังมิได้รับการชำระแก้ไข
กลับยังก่อกรรมใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก
การมีสังสารวัฏของท่านผู้นั้นก็จะเกิดขึ้น
อันหมายถึงหลงทางนิพพานนั่นเอง

9.สิ่งที่ท่านต้องรู้ไว้ลำดับต่อมาก็คือว่า
ถ้าจิตสำนึกของท่านโดยจิตไร้สำนึก
มีการสั่นสะเทือนด้านลบอยู่เป็นนิจ

จะยังผลให้จิตวิญญาณของท่านหลงมิติ
เพราะเขาจะสั่นสะเทือนทางด้านลบ
เป็นโลภ โกรธ หลง งมงาย
ตามนิสัยของจิตหยาบเข้าให้
ทั้งๆที่คุณสมบัติเดิมแท้ของจิตวิญญาณ
คือการสั่นสะเทือนด้านบวกอย่างเดียว

ผลร้ายก็คือ
เมื่อตายไปแล้วจิตวิญญาณของท่าน
ก็ต้องดั้นด้นไปลงนรกน่ะสิ
เพื่อทำการปรับสมดุลทางจิตวิญญาณ
จัดการกับคลื่นความถี่ที่ผิดบาปให้สงบ
จึงจะย้อนกลับสู่การเกิดภพชาติใหม่ได้

หมายเหตุ:

โปรดติดตามตอนต่อไป
จะเสนอภัยร้ายจากการหลอกใช้จิตใต้สำนึก
ใครอยากรู้...ยกมือขึ้นอีกครั้ง

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
28-06-2017