วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

ในบทหนึ่งของคัมภีร์ศาสนาเต๋า




ตอบคำถาม: 
Anothai Bunjong

กราบเรียนถามท่าน อ.ปริญญา
ขออาจารย์เมตตาเสริมเติมปัญญา..
ในบทหนึ่งของคัมภีร์ศาสนาเต๋า กล่าวว่า 

Question 1:
จากเอกธาตุแปรเปลี่ยนเป็นไตรวิสุทธิธาตุ 
Answer:
คำกล่าวขานนั้นหมายถึง

จาก 1 ดวงจิตธรรมญาณ
ก็ก่อกำเนิดขึ้นเป็น 3 ภาคส่วนบริสุทธิ์

*ภาคแรก คือ "กายหยาบ"
ซึ่งเป็นสรรพสิ่งหนึ่งในมิติทางกายภาพ
ที่จะเป็นเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
ทั้งเพศหญิงหรือเพศชายในวันข้างหน้า

*ภาคสอง คือ "จิตวิญญาณ"
ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงาน
ผู้ขันอาสาพระบิดาลงมาเกิดเป็นมนุษย์
ที่เป็นตัวตนแก่นแท้ในเครื่องยนต์แห่งกรรม

*ภาคสาม คือ "จิตหยาบ" หรือ จิตมนุษย์
ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงาน
ที่จิตวิญญาณแบ่งภาคตนเองออกมา
เพื่อให้ช่วยทำหน้าที่แทนตนเอง
ในการควบคุมกลไกกระบวนการต่างๆ
ของเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
ให้ถูกต้องเหมาะสมและดีงาม
ตามที่จิตวิญญาณผู้มาเกิดนั้นต้องการ

Question 2:
จากไตรวิสุทธิธาตุนี้
ได้ก่อกำเนิดธาตุไม้ขึ้นทางทิศบูรพา 
ธาตุทองกำเนิดทางทิศประจิม 
กำเนิดตรงศูนย์กลางคือธาตุดิน 
ธาตุไฟกำเนิดขึ้นทางทิศทักษิณ
และธาตุน้ำกำเนิดขึ้นทางทิศอุดร 

Answer:
เมื่อดวงจิตธรรมญาณ
ให้กำเนิดกายหยาบกับจิตหยาบ
รวมเป็น 3 ภาคส่วนแล้ว

ลำดับถัดมาก็คือการสั่นสะเทือนร่วมกัน
เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโต
เป็นเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมนุษย์
ที่สมบูรณ์พร้อมต่อการใช้งาน
ทั้งในมิติทางพลังงานด้านของแก่นแท้
และมิติทางกายภาพ
ในด้านของเครื่องยนต์แห่งกรรม

ดังนั้น
ทั้งสามภาคส่วนจึงได้ร่วมกันสร้าง
ส่วนที่เป็นกายหยาบให้เป็นโครงสร้างหลัก
เพื่อใช้ห่อหุ้มดวงจิตธรรมญาณ
และจิตหยาบเอาไว้ภายใน
เราเรียกว่า "การปฏิสนธิทางวิญญาณ"
โดยกำหนดให้กายหยาบเป็น "ธาตุดิน"
เพราะเป็นจุดศูนย์รวมของทุกสรรพสิ่ง

จากนั้นก็ร่วมกันสร้างช่องปากและลิ้นขึ้น
เพื่อเอาไว้ดูดซับน้ำและอาหาร
เข้าไปหล่อเลี้ยงธาตุดินอีกทีหนึ่ง
จึงกำหนดให้ลิ้นเป็น "ธาตุไม้"

ร่วมกันสร้างช่องจมูกเอาไว้หายใจ
นั่นคือการสูดซับรับเอาอากาศดีเข้าไป
แล้วถ่ายเอาอากาศเสียออกมา
ในลักษณะของการหายใจเข้า-ออก

ถ้าไม่มีช่องจมูกกายหยาบก็จะต้องตาย
จิตหยาบกับจิตวิญญาณก็อยู่ไม่ได้
อากาศบริสุทธิ์ที่กายหยาบต้องการ
จึงเป็นของมีค่าราคาแพงดั่งทอง
นี่จึงเป็นเหตุแห่งการกำหนดให้
อากาศที่ใช้หายใจให้เป็น "ธาตุทอง"
หรือ "ธาตุลม" นั่นเอง

นอกจากนั้นยังร่วมกันสร้างดวงตา
ให้เป็นช่องทางรับรู้ของคลื่นแสง
ซึ่งท่านเปรียบไว้คล้ายดั่งไฟ
แสงที่ส่องเข้าไปกระทบในดวงตา
จึงเรียกว่า "ธาตุไฟ"

ลำดับสุดท้ายที่จะกล่าวถึงก็คือ
การร่วมกันสร้างช่องหู
เพื่อให้รับรู้ "คลื่นเสียง" จากภายนอก

เนื่องจากคลื่นเสียงที่ผ่านเข้าสู่ประสาทหู
มันเดินทางมาแบบคลื่นที่สั่นเป็นระลอก
ต่อๆกันมาเรื่อยๆคล้ายคลื่นน้ำ
โดยมีตัวกลางที่คลื่นเคลื่อนผ่านคืออากาศ
จึงกำหนดให้ช่องหูที่สร้างขึ้นมาทั้งสองข้าง
เป็นที่กำเนิดของ "ธาตุน้ำ"

นี่จึงเท่ากับว่า
ทั้ง 3 ภาคส่วนก็ได้ร่วมกันสร้าง
เครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
ที่มีกลไกอายตนะภายนอกทั้ง 5 ขึ้นมา
คือ ตา หู จมูก ลิ้น+ปาก และกายสัมผัส
อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว

Question 3:
เมื่อธาตุทั้งห้าครบองค์ 
วิถีแห่งจักรวาลจึงเริ่มเคลื่อนหมุน 

Answer:
เมื่อเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
ถูกสร้างขึ้นโดยสมบูรณ์แบบแล้ว
เจ้ากุมารน้อยผู้ปฏิสนธินั้น
ก็จะพร้อมเป็นสรรพสิ่งหนึ่งในจักรวาลนี้
ที่จักต้องหมุนธรรมจักรในตนเองให้ได้

แล้วร่วมกันกับเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ
ช่วยกันขับเคลื่อนดาวโลกเสรีดวงนี้
ให้เหวี่ยงหมุนไปด้วยกันอย่างไม่สิ้นสุด
เพื่อปฏิบัติตามพันธะสัญญา 6 ต่อไป
ทั้งหมดที่กล่าวนี้เป็น "วิถีแห่งจักรวาล"

Question 4:
ธาตุไม้ (บิดา) ธาตุทอง(มารดา)
ได้ผสมผสานกันขึ้น
ได้ก่อกำเนิดจิตวิญญาณเดิม 96 ดวง 
แผ่คลุมไปทั่วสากลโลก 

คำถาม เอกธาตุ คือ พระบิดา ? 
ไตรวิสุทธิคงคา และ ห้าธาตุ 
คือแดนใด ในเอกภพ 
ใช่แดนสุญญตาหรือไม่? 

ทำไมจึงกล่าวว่าก่อกำเนิด
จิตวิญญานเดิม 96 ดวง ? 

เต๋ากล่าว 3 5 ก่อเกิด 9 6 สร้างสรรค์สรรพสิ่ง
ขออาจารย์เมตตาเสริมเติมปัญญา..

Answer:
คำถามข้อนี้เราจะกล่าวความจริง
เท่าที่เราจะกล่าวได้ดังนี้

1.เอกธาตุ คือ พระบิดา 
2.ไตรวิสุทธิคงคา คือ แม่น้ำสามสาย
อันหมายถึงพระบิดา พระบุตร และพระจิต
ในมิติทางพลังงานแห่งจักรวาล

3.ไตรวิสุทธิคงคา คือ แม่น้ำสามสาย
อันหมายถึงจิตวิญญาณ
จิตหยาบ และกายหยาบ
ในมิติโลกด้านกายภาพ

4.ที่ท่านถามมา
ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวกับเอกภพและแดนสุญตา
ผู้กล่าวสอนมิได้หมายไกลอย่างที่คิด

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
13-4-2017

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ถ้ายุคใดที่จิตสำนึกของมนุษย์ตกต่ำ ยุคนั้นมนุษย์ต้องทำสงครามกับภัยธรรมชาติเสมอ"



จิตสำนึกตกต่ำ หมาย ถึง มนุษย์นั้นไม่สามารถเข้าถึงการใช้ปัญญาญาณของสมองได้ ดีแต่ใช้อารมณ์รู้สึกกับการนึกของจิตขับเคลื่อนพฤติกรรม และดีแต่ท่องจำข้อธรรมะเท่านั้น แต่ไม่สามารถนำมาใช้ปฏิบัติในชีวิตจริงได้เลย ตัวอย่างเช่น การคิดลบต่อผู้อื่น กล่าวร้ายต่อผู้อื่น หรือการใช้วาจาเหยียดหยามถากถาง จาบจ้วงผู้อื่น เป็นต้น