วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อภิปรัชญา: Pure-meta physics มหัศจรรย์แห่งจิตใต้สำนึก





อภิปรัชญา: Pure-meta physics
************
#มหัศจรรย์แห่งจิตใต้สำนึก

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ในการเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นคนสองมิตินั้น
การทำงานร่วมกันระหว่าง
จิตสามนึกกับจิตใต้สำนึก
จะเชื่อมโยงสื่อสารถึงกันตลอดในยามตื่น

ไม่ว่าจิตสามนึกจะสั่นสะเทือน
จนเกิดเป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดอะไรแบบใด
จิตใต้สำนึกก็จะสั่นสะเทือนตามแบบนั้น
โดยที่ท่านจะไม่สามารถบังคั
มิให้จิตใต้สำนึกสั่นสะเทือนตามได้เลย

เช่น ถ้าท่านกล่าวเท็จต่อใครสักค
ท่านก็จะมิอาจห้ามจิตใต้สำนึกว่า
อย่าสั่นสะเทือนตามความเท็จนั้นได้

ด้วยเหตุนี้เองเมื่อจิตหยาบกล่าวเท็จ
จิตวิญญาณโดยจิตใต้สำนึกจึงเท็จด้วย
เพราะการสั่นสะเทือนของจิตใต้สำนึกนี่เอง
ที่ยังผลให้เกิดเป็นคลื่นพลังงานกรรม
กับมวลของผลกรรม
ในรูปของบุรพกรรมแม่เหล็กขึ้นมาใหม่
ที่จิตวิญญาณของท่านต้องรับผิดชอบมัน
ตามกฎแห่งกรรมนั่นแหละ

ดังนั้น
พระศาสดาแต่ละพระองค์
จึงทรงเน้นให้พี่ๆน้องๆแห่งเราทั้งหลาย
มีสัจจะ รักสัจจะ และรักษาสัจจะไว้
เพราะเหตุว่าในมิติของแก่นแท้นั้น
ไม่มีสิ่งใดที่เป็นความเท็จหรอก
ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นล้วนเป็นจริงทั้งสิ้น

สำหรับมนุษย์แล้วถ้าจะหลอกลวงกันได้
ก็แค่เพียงมิติโลกทางกายภาพเท่านั้นเอง
แต่มิอาจหลอกลวงได้ในมิติของแก่นแท้
เพราะถ้วนทุกสิ่งเป็นความจริงทั้งหมด

ท่านทั้งหลายจะต้องรู้ว่าจิตใต้สำนึก
ซึ่งเป็นเครื่องมือของจิตวิญญาณนั้น
จะคอยทำหน้าที่ช่วยเหลือจิตหยาบ
ให้บรรลุผลสำเร็จในทุกสิ่ง
ที่จิตสามนึกสั่นสะเทือนขึ้นมาเสมอ

ท่านทั้งหลายจึงต้องระวังจิตของตนไว้
อย่าได้สั่นสะเทือนเป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิด
ที่จะทำให้จิตใต้สำนึกเข้าใจผิด
ที่จะทำให้จิตใต้สำนึกต้องสับสนเด็ดขาด

การทำให้จิตใต้สำนึกเข้าใจผิด
คิดว่าเป็นความปรารถนาของท่าน
ทั้งๆที่มันมิใช่อย่างนั้นเลย
มักจะเกิดจากความมักง่าย
มักจะเกิดจากความปากพล่อย
มักจะเกิดจากนิสัยการมองโลกแง่ร้าย
มักเกิดจากการคาดหมายต่อตนเองต่ำๆ

เช่น
#ซวยแน่ๆ 
#แย่แล้วเรา
#ชิบหายแหงๆ 
#ฉันมันต่ำต้อย
#ฉันทำไม่ได้ 
#ฉันทนไม่ไหว
#เป็นไปไม่ได้
#หลอกลวงแน่ๆ 

กลุ่มคำเหล่านี้
เป็นภาษาจิตประสาท (NLP) ที่ห้ามใช้
ไม่ว่าท่านจะรำพึงหรือกล่าวโดยไม่ตั้งใจ
กลุ่มคำเหล่านี้คือต้องห้ามโดยเด็ดขาด
เพราะจิตใต้สำนึกจะแปลความเป็นว่า

ท่านต้องการความ "ซวย" มิใช่ "เฮง"
จิตใต้สำนึกก็จะช่วยนำความซวยมาให้

ท่านต้องการความ "แย่" มิใช่ "เยี่ยม"
จิตใต้สำนึกก็จะช่วยนำอะไรที่แย่ๆมาให้

ท่านต้องการความ "ล้มเหลว" มิใช่ "สำเร็จ"
จิตใต้สำนึกก็จะช่วยนำอุปสรรคปัญหามาให้
เพื่อช่วยให้ท่านล้มเหลว

ท่านต้องการความ "ต่ำต้อย" มิใช่ "มีเกียรติ"
จิตใต้สำนึกก็จะช่วยชักพาท่านไปในทางต่ำ
ไปอยู่ในสังคมของคนยากไร้และไร้เกียรติ

ท่านต้องการความ "ยาก" มิใช่ความ "ง่าย"
จิตใต้สำนึกก็จะช่วยนำแต่เรื่องยากๆมาให้
ทำให้ชีวิตมีแต่เรื่องยากๆให้เผชิญทั้งสิ้น

ท่านต้องการความ "เป็นไปไม่ได้" 
มิใช่ "สิ่งที่เป็นไปได้"
จิตใต้สำนึกก็จะช่วยให้ท่าน
นึกออกคิดได้แต่สิ่งที่เพ้อฝันลมๆแล้งๆ
ซึ่งไม่สามารถทำให้ฝันนั้นเป็นจริงได้
แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆของคนอื่นๆก็ตาม

ท่านต้องการความ "หลอกลวง"
มิใช่ความ "ซื่อสัตย์จริงใจ"
จิตใต้สำนึกก็จะช่วยนำพา
แต่คนหลอกลวงมาให้ท่าน
รอบๆตัวท่านก็จะเต็มไปด้วยคนไม่จริงใจ

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ทุกสิ่งทุกเรื่องราวที่ท่านนึกคิดที่ในใจ
จิตใต้สำนึกจะแปลว่า #ท่านต้องการ ทั้งสิ้น
ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการแต่สั่นสะเทือนบ่อยๆ
จิตใต้สำนึกก็จะยิ่งเร่งรัดนำมาให้ท่านเร็วขึ้น

ผู้หญิงที่เกลียดผู้ชายขี้เหล้า
ผู้หญิงที่เกลียดผู้ชายเสเพลเจ้าชู้
ผู้หญิงที่กลัวผู้ชายหลอกลวงเจ้าเล่ห์
ทั้งเกลียดทั้งกลัวจนเข้ากระดูกดำเลยนั้น
ผู้หญิงเหล่านี้มักจะได้สาม
ในแบบที่ตนเกลียด-กลัวจนเข้ากระดูกเสมอ
เพราะทั้งชีวิตจะพบเจอแต่พวกผู้ชาย
ในแบบที่ตนเองเกลียดกลัวเสียเป็นส่วนมาก
เพราะพวกผู้ชายดีๆในแบบที่ต้องการ
จะถูกพลังจิตใต้สำนึกผลักไสให้ไกลห่าง

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
ท่านจักต้องครองมหาสติให้เข้มแข็งไว้
เพื่อมิให้จิตของท่านออกนอกลู่
จนพาให้ชีวิตท่านตกต่ำเสื่อมเสียหรือยุ่งยาก

นอกจากนั้น
ท่านควรต้องเรียนรู้ด้วยว่า
ถ้าจะให้จิตใต้สำนึกช่วยเหลือท่าน
อย่างมีประสิทธิผล
ท่านจะต้องปฏิบัติตนเช่นไร

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-08-2017

หมายเหตุ:
***********
ใครอยากเรียนรู้ต่อ
ก็ขอให้ชูมือขึ้นสูงๆอีกครั้งนะ

วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อภิปรัชญา: Pure-meta physics #มหัศจรรย์แห่งจิตใต้สำนึก





อภิปรัชญา: Pure-meta physics
#มหัศจรรย์แห่งจิตใต้สำนึก

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ในการเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นคนสองมิตินั้น
การทำงานร่วมกันระหว่าง
จิตสามนึกกับจิตใต้สำนึก
เปรียบได้ดั่งตะเกียบสองข้า
ที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างสมดุล
โดยตะเกียบแต่ละข้างต้องมีคุณภาพด้วย

ตะเกียบข้างที่เป็นด้านจิตสามนึก
จะเป็นตะเกียบที่มีคุณภาพได้ก็ต่อเมื่อ

1.#จิตหยาบต้องมีมหาสติ กล่าวคือ 

ประการที่หนึ่ง:
ท่านต้องเป็นผู้ #รู้สติ ตลอดเวลา

โดยรู้ว่าปัจจุบันกำลังเกิดอะไรอยู่
รู้ว่าสาเหตุที่มันเกิดขึ้นมานั้นคืออะไร
รู้ว่าต่อไปข้างหน้าจะต้องเผชิญอะไรบ้าง

ประการที่สอง:
ท่านต้องเป็นผู้ #มีสติ ตลอดเวลา

ซึ่งท่านจะต้องฉลาด "รับรู้เพื่อเรียนรู้"
ฉลาดที่จะ "รับรู้เพื่อรับเอา" สิ่งที่มีคุณค่า
โดยไม่ตกหลุมพรางของสิ่งยั่วยุ
จนทำให้จิตใต้สามนึกของท่าน
เกิดการสับสนหลงผิด
แปลความต้องการของจิตสามนึกผิดๆ

เป็นต้นว่าถ้าจิตสามนึก
ตกเป็นทาสการยั่วยุของบางสิ่ง
จนเกิดเป็นความเกลียด ความกลัวขึ้นมา
เจ้าความเกลียดกลัวนี่แหละ
จะถูกส่งเป็นภาษาจิตประสาท (NLP)
ไปสั่นสะเทือนจิตใต้สำนึกให้รับรู้

เนื่องจากจิตใต้สำนึกมีคุณสมบัติสำคัญ
คือ คิดเองไม่เป็น รู้เห็นเองไม่ได้
สงสัยข้อมูลที่รับสื่อมาก็ไม่เป็นอีกด้วย
เมื่อรับรู้อะไรก็จะรับเอาข้อมูลนั้นทันที

ดังนั้น
ถ้าท่านเป็นคนไม่มีสติ
ท่านก็จะไม่ฉลาดที่จะรับรู้บางสิ่ง
ท่านก็จะไม่ฉลาดที่จะรับเอาบางสิ่ง
มันจะยังผลให้ตะเกียบข้างนี้ขาดคุณภาพ
จิตใต้สำนึกก็จะรับเอาข้อมูลที่ผิดนั้นไว้
เพื่อทำการตอบสนองในทันที

หากท่านเกลียดอะไร
จิตใต้สำนึกก็จะน้อมนำสิ่งนั้นมาให้
เช่น เกลียดคนหลอกลวง
ชีวิตท่านก็จะพบเจอแต่คนพรรค์นี้เสมอ

หากท่านกลัวสิ่งใด
จิตใต้สำนึกก็จะนำพาสิ่งนั้นมาหา
เช่น กลัวผีหลอก
ชีวิตท่านก็จะพบเจอแต่เรื่องผีๆนั่นแหละ
เคยสังเกตบ้างไหมว่า
คนกลัวผีมักจะเจอผีหลอกบ่อย
คนที่ไม่กลัวผีก็จะไม่เคยโดนผีหลอกเลย

ประการที่สาม:
ท่านต้องเป็นผู้ #ใช้สติ ตลอดเวลา

โดยท่านจักต้องเป็น "พุทธะ" ขนานแท้
คือ ต้องเป็นผู้ศรัทธาการใช้ปัญญา
เป็นคนมีเหตุผลและใช้เหตุผลเป็น
ด้วยการคิดก่อนคิด 
คิดก่อนพูด 
คิดก่อนทำ
ตาม #ปริญญาโมเดล ว่าด้วย 6 ถูกเท่านั้น

มันจะช่วยให้ท่านไม่เป็นคนโลเล
เดี๋ยวจะเอาอย่างโน้นเดี๋ยวก็จะเอาอย่างนี้
กลับไปกลับมาจนภาษาจิตประสาทสับสน
จนยังผลให้จิตใต้สำนึกทำงานไม่ได้
ซึ่งมันจะไม่มีวันเกิดขึ้นมาได้เลย

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
การที่มนุษย์เช่นท่านต้องมีมหาสติไว้
ก็เพื่อช่วยให้ #ภาษาจิตประสาท (NLP)
จากการสื่อโดยจิตสามนึกของท่าน
ทำให้ "จิตใต้สำนึก" เข้าใจสถานการณ์
และเข้าใจความต้องการของท่า
ได้อย่างชัดเจน รวดเร็วและไม่ผิดพลาด

เพราะจิตวิญญาณผู้เป็นตัวตนแก่นแท้
ที่เร้นตนเองอยู่ข้างในร่างกายท่าน
จะไม่อาจสัมผัสรู้ดูเห็นอะไรๆที่เกิดขึ้น
กับเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
ของตนด้วยตนเองได้เลย
จักต้องรับรู้ผ่านจิตสามนึกเท่านั้น

2.#ท่านต้องมีทักษะด้านการคิด

ท่านจักต้องรู้ว่าความสำเร็จของท่าน
ทั้งความร่ำรวย หรือความสำเร็จด้านใดๆ
ตะเกียบข้างที่จิตหยาบถืออยู่นั้น
มันต้องมีสมรรถนะในการฉลาดคิดด้วย
ซึ่งท่านต้องรู้ว่า "นึก" กับ "คิด" นั้นต่างกัน
คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ความจริงในเรื่องนี้เลย
พอนึกอะไรออก นึกอะไรได้
ก็เข้าใจผิดว่าคิดแล้ว
การพูดผิดทำผิดจึงเกิดขึ้นตลอดชีวิต

การคิดไม่ลึกซึ้งไม่แยบยล
การคิดที่ขาดความรอบคอบ
จึงเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

ธรรมชาติมิได้ให้ทักษะการคิดแก่ท่าน
ท่านต้องเพียรฝึกฝนทักษะการคิดกันเอง
เพราะการคิดเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว
เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล

คนที่ฉลาดคิดคือคนที่ฉลาดใช้สมอง
เนื่องจากการคิดเป็นกระบวนการทำงาน
ระหว่างจิตกับสมองสองซีกร่วมกัน
โดยท่านจะนึกด้วยจิตซึ่งมี 3 นึก
คือ นึกออก นึกเอา และนึกเอง
รวมกันแล้วเรียกว่า #จิตสามนึก นี่แหละ
พอนึกได้นึกดีแล้วก็นำเอาที่นึกไว้นั้น
มาสร้างกระบวนการคิดด้วยสมองต่อไป

ในโปรแกรมอบรมพัฒนาจิตตปัญญ
ด้วยกระบวนการไซโคโชว์ของ "ปริญญา"
ตลอดชั่วโมงการฝึกอบรมนั้น
มีการเน้นฝึกทักษะการคิดที่แท้จริง
ให้แก่ท่านผู้เข้าอบรมในทุกคอร์สอยู่แล้ว

ดังนั้น
ถ้าตะเกียบข้างนี้จะแข็งแรงได้
แสดงว่าท่านจักต้องคิดได้ คิดเป็น 
ฉลาดคิด ฉลาดต้องการ
ที่สำคัญคือ

ต้องคิดให้เป็นรูปธรรมได้
ใคร ที่ไหน อะไร อย่างไร ต้องชัดเจน

ต้องคิดให้เป็นเสียงได้
ต้องคิดให้เป็นกลิ่นได้
ต้องคิดให้เป็นรสชาติได้
ต้องคิดให้เป็นภาษาพูดได้

มิเช่นนั้นแล้วจิตใต้สำนึก
ที่เป็นตะเกียบอีกข้างหนึ่งก็จะอ่อนแอ

ความอ่อนแอของจิตใต้สำนึก
ส่วนมากเกิดจากจิตสามนึกบกพร่อง
ยังผลให้จิตใต้สำนึกสับสน
จนตอบสนองความต้องการผิดพลา
หรือตอบสนองความต้องการให้ไม่ได้

3.#ท่านต้องใช้แรงบันดาลใจ

แรงบันดาลใจเป็นพลังทางจิตวิญญาณ
ที่ท่านสามารถดึงออกมาใช้ได้เสมอ
โดยไม่ต้องรอให้ตกใจเพราะไฟไหม้
แล้วใช้พลังพิเศษนี้แบกโอ่งน้ำหนีไฟก็ได้

หลักการก็คือให้คิดทำทุกสิ่
โดยมุ่งที่ผลสำเร็จเท่านั้น
อย่าคิดทำทุกสิ่งโดยมุ่งที่ผลประโยชน์
หากทำได้มันจะช่วยให้จิตใต้สำนึก
มีพลังอำนาจมากขึ้นนั่นเอง

เพียงเท่านี้
ตะเกียบทั้งสองข้างของท่าน
ก็แข็งแกร่งและมีคุณภาพสูง
สามารถนำความสำเร็จมาสู่ชีวิตท่าน
ในทุกสิ่งที่ต้องการได้แล้ว

ทั้งหมดเป็นเรื่องของ NLP
ที่เข้าใจง่ายเพราะมีอยู่ในตัวท่านแล้ว
จงยึดหลักธรรมะคือธรรมชาติเข้าไว้
อย่าไปทำความวุนวายให้จิตวิญญาณ
จนพาลเพี้ยนเกินงามเพราะงมงายเลย

#เพียงเป็นมนุษย์ให้เป็น
#รู้จักตนเองให้ถ่องแท้
#ใช้จิตตปัญญาให้ชำนาญ
#ถือครองแก้วสองดวงให้มั่นคงไว้

ท่านก็จักเป็นผู้ชนะ 8 ทิศได้แล้ว
สำหรับทิศที่เหลืออีก 2 ทิศ คือ

#ทิศเบื้องบนในฝั่งฟ้าสวรรค
จงละไว้ให้พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ

#ทิศเบื้องล่างคือธรณีโลกนั้น
จงละไว้ให้พระแม่ธรณีที่เปรียบดั่ง
พระมารดาแห่งจิตวิญญาณเถิด

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
2-8-2017

หมายเหตุ:
**********
หากอยากเรียนรู้ต่อ
ก็ต้องแสดงตน
ยกมือให้เราเห็นอีกแล้วสินะ
จักสมดั่งเป็นศิษย์มีครูผู้เบิกบาน

วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พูดในสิ่งที่รู้ไม่จริง เป็นความผิดบาปอย่างยิ่ง




ตอบคำถาม:
K.Nika R. Narchy

ท่านอาจารย์คะ 
ศิษย์รบกวนกราบเรียนถามได้ไหมเจ้าคะ 
ช่วงนี้ศิษย์ให้นมลูก 
แล้วถูกบังคับให้ทานเนื้อสัตว์
เพราะเขาเชื่อว่า
การทานเนื้อสัตว์นั้นมีประโยชน์ 

บอกว่ากลัวลูกขาดสารอาหาร 
รวมถึงคนรอบข้างที่รู้จักอีกมากมาย 
ก็บอกว่าให้นึกถึงลูกด้วย 
ให้เราทานไปก่อน 
พอเลิกให้นมลูกแล้ว 
ค่อยกลับมาทานมังสะก็ได้ 

ศิษย์ก็พยายามอธิบายให้เขา 
ก็ไม่มีใครเข้าใจ 
เพราะเขาเชื่อไม่เหมือนเรา 
จนบางครั้งก็กลายเป็นการเถียงกันไปอีก

เวลาทานข้าว
เขาจะคอยตักอาหารบังคับให้ทาน 
ศิษย์เลยจำใจต้องทาน
เพราะไม่อยากเถียงกับเขา 
บางครั้งก็แอบเอาไปทิ้ง 
แล้วโกหกว่าทานไปแล้ว 
หรือถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน 
เขาก็จะถามว่าทานข้าวกับอะไร 
ศิษย์ก็จะบอกว่าทานไก่ทานหมูอะไรไป 
ทั้งที่ไม่ได้ทาน กลายเป็นโกหกไปอีก 
ถ้าอย่างนี้แล้วศิษย์ควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ

#Question:
1. ศิษย์ควรยืนยันปณิธานว่า
จะนิพพานต่อเขาโดยไม่ยอมที่จะทาน
ตามที่เขาบังคับได้ไหมเจ้าคะ 

2.ถ้าไม่ทานตามที่เขาบังคับแล้ว
ทำให้เขาโกรธจนจิตเสียสมดุล 
จะเป็นการสร้างกรรมเพิ่มอีกไหมคะ

3.การโกหกของศิษย์นั้น
ก็เป็นบาปใช่ไหมเจ้าคะ

กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เจ้าค่ะ

#Answer:
1.ในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบันนี้
ยังหลงเชื่อว่าสารอาหารโปรตีนที่ดีที่สุด
สำหรับมนุษย์ต้องได้จากเนื้อสัตว์เท่านั้น
เพราะตกหลุมพรางการโฆษณาชวนเชื่อ
ของกลุ่มผู้มีอาชีพทำมาค้าขายสิ่งมีชีวิต
จนเกิดอาการเสพติดเลือดเนื้อของสัตว์

ทั้งๆที่ช้างม้าวัวควายแต่ละตัว
เป็นสัตว์ที่มีร่างกายกำยำล่ำสันบึกบึน
ซึ่งมีมวลรวมของเซลอวัยวะร่างกาย
ที่ต้องการสารอาหารโปรตีนเข้าไปเลี้ยงบำรุง
เป็นปริมาณสูงกว่าความต้องการของมนุษย์
มากมายหลายเท่านัก

แต่สัตว์ใหญ่เหล่านี้
ไม่มีตัวใดกินพวกเดียวกันเองเลย
คงกินแต่หญ้า ผลไม้และยอดไม้ใบไม้เท่านั้
สัตว์ทุกตัวยังคงแข็งแรงมีอายุยืนยาว
สามารถออกแรงช่วยแบ่งภาระหนัก
ให้กับมนุษย์ได้อย่างสบายๆ
ขณะที่มนุษย์วันๆหนึ่งกินเนื้อสัตว์มากมาย
แต่กลับไม่แข็งแรงเท่าแถมขี้โรคอีกด้วย

ซึ่งความจริงที่จริงแท้เหล่านี้
มนุษย์ส่วนใหญ่พากันมองข้าม
เพราะถูกครอบงำด้วยแรงโฆษณา
ทั้งยังเชื่อติดต่อกันมายาวนาน
จนยากแก่การสร้างสติทางวิญญาณให้ฉุกคิด

นอกจากนั้นมนุษย์ส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดว่า
ในพืชผักผลไม้ไม่มีสารอาหารโปรตีน
ทั้งๆที่พระบิดาพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง
ได้กำหนดให้พืชผักสีเขียวหลายชนิด
อุดมด้วยสารโปรตีนที่ร่างกายต้องการ
ซึ่งมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้เพราะไม่มีใครพูดถึง
บางคนก็รู้แต่ไม่ใสใจจะทานกัน
เพราะติดใจเนื้อสัตว์มากกว่ารสชาติผักหญ้า

พืชผักต่อไปนี้มีสารโปรตีนปริมาณสูง
ทานเป็นประจำวนเวียนกันไป
ร่างกายแข็งแรง ไม่ขี้โรค และอายุยืน
ไม่ต้องทานเนื้อสัตว์เลยก็ได้
จะฉลาด สมองดี ประหยัดทรัพย์อีกด้วย

1).ผักโขม มีสารโปรตีน 50%
2).ผักคะน้า มีสารโปรตีน 46%
3).บร็อคโคลี่ มีสารโปรตีน 45%
4).ดอกกะหล่ำ มีสารโปรตีน 42%
5).เห็ดต่างๆ มีสารโปรตีน 40%

6).แตงกวา/พริกหยวก/กะหล่ำปลีสีม่วง
มะเขือเทศ มีสารโปรตีน 20-24%

7).ถั่วงอก/ต้นอ่อนของเมล็ดธัญพืช
และเมล็ดถั่วชนิดต่างๆ
มีสารโปรตีนเฉลี่ย 60% ขึ้นไป

2.การดื้อรั้นไม่ยอมตามใจพวกเขา
เท่ากับว่าเราเป็นฝ่ายสร้างเงื่อนไขด้านลบ
จะเกิดโทษมากกว่าเกิดประโยชน์
เพราะท่านจะคิดนิพพาน
ดุจดั่งการไปสวรรค์คนเดียวคงไม่ได้

เมื่อชวนทะเลาะเบาะแว้งกันก็เป็นบาป
ท่านจึงมีอยู่สองทางเลือกก็คือ
แนะนำให้เขารู้ว่ามีพืชผักอยู่ 7 ชนิด
ซึ่งอุดมด้วยโปรตีนที่ร่างกายต้องการ
ท่านจะขอทานแทนเนื้อสัตว์ได้มั้ย?

ถ้าพวกเขายอมไม่ได้
พระบิดาทรงอนุญาตให้ท่าน
เลือกใช้วิธีที่สองก็คือท่านยอมเสียเอง
โดยให้รับประทานอาหารเป็นเนื้อสัตว์
ตามความผิดบาปของพวกเขาได้
โดยมีเงื่อนไขว่า...

1).ท่านต้องไม่มีส่วนร่วมสั่งอาหาร
อันประกอบด้วยเลือดเนื้อสัตว์นั้นๆ
ทั้งโดยตรงโดยอ้อมโดยเด็ดขา

2).ทานด้วยความมีสำนึกในผิดบาป
โดยสำนึกผิดด้วยจิตหยาบ
สำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ
ด้วยการขอโมฆะกรรมต่อพระบิด
อย่าได้เกิดเป็นเวรกรรมต่อพี่ๆน้องๆเลย
ขอพระองค์ทรงโปรดละเว้นโทษให้ท่าน

3).อุทิศส่วนบุญกุศลที่ท่านกระทำดี
แบ่งปันให้แก่พี่ๆน้องๆที่ถูกเบียดเบียน
ในทุกครั้งที่ท่านกระทำดีนั้นอยู่เนืองๆ
เพื่อใช้พลังรักช่วยลดทอนพลังลบ
จากจิตที่เจ็บปวดเจ็บแค้นของพวกเขา
ให้บรรเทาทุกข์ผ่อนคลายลงไป

3.ท่านถามเราว่า
ถ้าไม่ยอมทานเนื้อสัตว์ตามเขา
จะทำให้เขาโกรธจนเสียสมดุลไ
จะเป็นการสร้างกรรมใหม่เพิ่มอีกหรือไม่

คำตอบเดียวคือ
เป็นการสร้างกรรมใหม่เพิ่มขึ้นแน่ๆ
สองทางเลือกที่เราแนะนำไว้ข้างต้น
ให้ท่านเลือกนำไปใช้ปฏิบัติดูเถิด
ในยุคที่โลกเสรีนี้ยังมีผู้คนมากมาย
ที่เต็มไปด้วยความโง่ ความงมงาย
และดุร้ายจากการใช้อำนาจเหนือนี้
มันมีทางออกเหลือเพียงเท่านี้เอง

4.ท่านถามเราว่า
การโกหกว่าทานทั้งที่มิได้ทาน
จะเป็นการผิดบาปใช่หรือไม่

คำตอบคือ
เป็นการผิดบาปอย่างที่ท่านสำนึกจริงๆ
เพราะการพูดออกมาไม่ตรงกับที่รู้อยู่
การกล่าวออกมาไม่ตรงกับที่คิดอยู่
การพูดในสิ่งที่ตนรู้ไม่จริ
มันล้วนเป็นความผิดบาปอย่างยิ่ง

บาปตรงที่ทำให้คนอื่นรู้ผิดเข้าใจผิด
บาปตรงที่จิตหยาบ
หลอกจิตวิญญาณของตนเอง

เราจะขอกล่าวความจริงให้รู้ว่า
ท่านทั้งหลายสามารถกล่าวไม่จริงได้
เพียงแค่กรณีเดียวเท่านั้นในการเป็นมนุษย์
นั่นคือกล่าวไม่จริงเพื่อรักษาชีวิตตนเองไว้
แต่มิใช่กล่าวไม่จริงเพื่อ "เอาตัวรอด"

เนื่องจาก "การเอาตัวรอด"
กับ "การเอาชีวิตรอด" มันไม่เหมือนกัน

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
1-8-2017