วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

meta physics: จิตใต้สำนึก #อภิปรัชญา




meta physics: จิตใต้สำนึก
#อภิปรัชญา

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านว่า

มันเป็นการทำร้ายตนเองแท้ๆ
กับการ"หลอกใช้" จิตใต้สำนึกของตนเอง
แม้ว่าหลอกใช้แล้วมันจะได้ผลจริงๆด้วย
เพราะจิตใต้สำนึกเป็นจิตที่อยู่นอกเหนือ
อำนาจการควบคุมของจิตหยาบนั่นเอง

หมายความว่า "จิตหยาบ" ของท่าน
จะบงการ "จิตใต้สำนึก"ของตนไม่ได้
เพราะพระผู้สร้างหรือพระบิด
ทรงกำหนดกติกาวางระบบเอาไว้เช่นนั้น
เพราะว่า "จิตใต้สำนึก" จะถูกกำหนดให้
สั่นสะเทือนไปตาม "จิตสำนึก" กันอยู่แล้ว

เนื่องจากมนุษย์โลกเสรีนี้เป็น #คนสองมิติ
เพราะเป็นผู้ที่มีสองภาคอยู่ในตนเอง
อันประกอบด้วยภาคแรก คือ #กายสังขาร
กับภาคที่สอง คือ #จิตวิญญาณ

เหตุที่พระบิดาทรงกำหนดเอาไว้เช่นนี้
ก็เพราะว่าจิตวิญญาณของท่าน
ขันอาสาพระบิดาลงมาเกิดเป็นมนุษย์
เพื่อทำหน้าที่ทั้งทางจิตวิญญาณ
และทำหน้าที่ด้านกายภาพควบคู่กันด้วย
พระองค์จึงต้องสร้างเครื่องยนต์แห่งกรรม
รูปธรรมมนุษย์ทั้งชายและหญิ
ให้มีขีดความสามารถพิเศษ
ที่จะสั่นสะเทือนพร้อมๆกันทั้งสองมิติได้
โดยกำหนดให้จิตหยาบเป็นผู้เริ่มต้น

หมายความว่า...
ถ้า "จิตหยาบ" สั่นสะเทือนทาง #จิตสามนึก
จนเกิดเป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดใดๆขึ้นมา
แล้วแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอก
ให้คนรอบข้างสัมผัสรู้ดูเห็นได้ยินได้ฟัง
มันจะยังผลให้ #จิตใต้สำนึก สั่นสะเทือนตาม
เพื่อก่อให้เกิดกรรมหรือการกระทำ
ในมิติทางพลังงานด้านของจิตวิญญาณ
ควบคู่กันไปด้วย

การก่อกรรมกระทำใดๆในมิติทางกายภาพ
มันจะก่อให้เกิด "กรรม" แบบเดียวกันนั้น
ในมิติทางพลังงานด้านของจิตวิญญาณเสมอ
ในบางโอกาสเราจึงเรียกมิติทางพลังงาน
ด้านของแก่นแท้ว่า #มิติคู่ขนาน 

ดังนั้น 
เมื่อใดก็ตามที่ท่านสั่นสะเทือนจิตสำนึก
เพื่อแสดงความรักต่อกันในมิติโลก
จิตใต้สำนึกของท่าน
ก็จะเกิดการสั่นสะเทือนตาม
เพื่อแสดงความรักในมิติจิตวิญญาณด้วย

เมื่อใดก็ตามที่ท่านสั่นสะเทือนจิตสำนึก
เพื่อก้าวล่วงต่อกันในมิติโลก
จิตใต้สำนึกของท่าน
ก็จะเกิดการสั่นสะเทือนตาม
เพื่อทำร้ายผู้นั้นในมิติจิตวิญญาณด้วย

เราจึงยืนยันต่อท่านอยู่ซ้ำซากว่า
#จิตใต้สำนึกเป็นเครื่องมือของจิตสำนึก
ที่จะทำให้เกิดการกระทำใดๆ
ในมิติทางพลังงานด้านของจิตวิญญาณ
ควบคู่กับการกระทำแบบเดียวกัน
ในมิติโลกด้านกายภาพ

ท่านทั้งหลายที่ยังว่ายวนอยู่ในสังสารวัฏ
เพราะตกอยู่ใต้อำนาจของกฎแห่งกรรม
ล้วนมีสาเหตุเดียวที่คล้ายๆกัน
นั่นคือการก่อกรรมให้เกิด "ผลกรรม"
ในมิติของจิตวิญญาณด้านของแก่นแท้

#ผลกรรมทางพลังงาน 
คือ ขยะในมิติคู่ขนาน
ที่มนุษย์แต่ละคนผลิตสร้างกันขึ้นมา
ด้วยกิเลส ตัณหา ราคะและอารมณ์รายวัน
ซึ่งกฎเกณฑ์ในมิติแห่งจิตวิญญาณนั้น
ถ้าใครสร้างขยะขึ้นมารกจักรวาล
รูปธรรมนั้นจักต้องรับผิดชอ
ด้วยการตายแล้วต้องย้อนกลับมาเกิดใหม่
เพื่อที่จะได้รับโอกาสดีๆ
ในการกำจัดขยะของตนให้สิ้นทราก

แต่ถ้าได้รับโอกาสให้มาเกิดใหม่แล้ว
แทนที่จะแก้ไขกรรมเก่าให้จริงจัง
กลับมาสร้างกรรมใหม่ทับซ้อนเข้าไปอีก
การมีสังสารวัฏจึงมิอาจสิ้นสุดยุติได้เลย
มรรคผลนิพพานจึงมิอาจบรรลุ

ท่านทั้งหลายจึงต้องรู้ว่า
กฎแห่งกรรมไม่มีใครต้องควบคุมมัน
เพราะจิตใต้สำนึกของท่านนี่แหละ
ทำหน้าที่แทนจิตวิญญาณอย่างซื่อสัตย์เสมอ

เราจึงอาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า
#ถ้าจิตสามนึกเป็นพลังอำนาจของจิตหยาบ
#จิตใต้สำนึกก็เป็นพลังอำนาจของแก่นแท้
#คือจิตวิญญาณของท่านนั่นเอ

พระผู้สร้าง
ทรงวางระบบเอาไว้ให้อย่างเหมาะสมแล้ว
ท่านทั้งหลายจึงมิบังควรอย่างยิ่ง
ที่จะใช้จิตสำนึกที่ไร้สำนึ
เข้าไปแทรกแทรงระบบของพระบิดา
ด้วยการ "หลอกใช้" อำนาจทางวิญญาณ
โดยไม่กระทำผ่านขั้นตอนของจิตสามนึก

เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ตนอย่างไร้สติ
ส่วนใหญ่เป็นไปตามอำนาจกิเลสทั้งสิ้น
เช่น อยากรวย อยากสำเร็จ อยากชนะ
จนสร้างปัญหาทางโลกและจิตวิญญาณ
ให้แก่ตัวท่านเองในอนาคตอันใกล้
ซึ่งมันร้ายแรงจนไม่น่าให้อภัยเลยจริงๆ

ตอนต่อไป...
เราจะกล่าวให้ท่านรู้เพิ่มเติมว่า
#จิตใต้สำนึก ของท่านนั้น
สำคัญต่อการเป็นมนุษย์อย่างไร
ถ้าได้รู้แล้วยังจะหลอกใช้กันอยู่
ต่อไปอีกมั้ย?

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
3-07-2017

หมายเหตุ:

ใครอยากเรียนรู้ต่อ
กรุณาแสดงตนด้วยการชูมืออีกครั้งนะ

วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ ทรงโปรดเวไนย (ภาค 8)




#พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
#ทรงโปรดเวไนย (ภาค 8)
To Whom It May Concern
*****************************
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เหตุผลที่ #จิตจักรวาล ไม่มีการจัดตั้งสำนัก
เพราะเป็นการดำเนินพระภารกิจศักดิ์สิทธิ์
ในพระนามพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ซึ่งพระองค์เป็นเจ้าเหนือสิ่งทั้งปวงอยู่แล้ว

อันว่าตัวเราเป็นเพียง "บุตรเอก" ผู้รับบัญชา
ให้กลับมากล่าวโอวาทแทนพระองค์เท่านั้น
มิอาจเอื้อมยกตนเป็นเจ้าสำนักได้

เพราะพระโอวาททั้งหลายนั้น
พระองค์ทรงกล่าวผ่านเรามาว่าอย่างไร
เราก็กล่าวออกไปให้ท่านรับฟังว่าอย่างนั้น
ไม่มีบิดเบือน เบี่ยงเบน หรือ บดบังใดๆ

นอกจากนั้นในทุกคำกล่าว
เราก็ไม่มีการจูงใจให้ใครเชื่อตาม
ไม่มีการหลอกลวงให้ใครหลงคล้อยตาม
ไม่มีการบังคับข่มขู่ใครให้ติดตาม

#มีเพียงสามสิ่งเท่านั้น
ที่เราทำและทำมาตลอด นั่นคือ
สอนให้รู้ สอนให้คิด และสอนให้ปฏิบัติ
เมื่อปฏิบัติแล้วเห็นแจ้งในความจริงก่อน
ท่านจึงค่อยเชื่อตามที่เรากล่าว

การแนะนำให้ท่านทำอย่างนี้
เพราะเราปรารถนาดีต่อพวกท่าน
เมื่อเรามาตามพวกท่านกลับบ้าน
บ้านที่เป็นแดนนิพพานที่ท่านจากมา
เราจะพาท่านมางมงายไปกับเราไม่ได้
แม้ทุกสิ่งอย่างที่เรากล่าวต่อท่าน
ล้วนเป็นความจริง
จากพระโอษฐ์พระบิดาก็ตาม

เพราะพวกท่านมาเกิดเป็น "คน"
แล้วต้องค่อยๆคนตนเองให้เป็น #มนุษย์
ด้วยการหมุนธรรมจักรในตนเอง
ด้วยการแทรกแซงขั้นธ์ 5
ด้วยการเข้าถึงแรงสั่นสะเทือนสูงสุด
ของจิตและสมองสองซีกให้ได้

สูงสุดของจิตคือความสงบสมดุล
สูงสุดของสมองคือ "อริยะปัญญา"

ดังนั้น
เราจึงไม่สอนสั่งให้ท่านเชื่อตาม
แต่กล่าวแล้วให้ท่านคิดตาม
คิดไม่ออกหรือคิดแล้วไม่เข้าใจก็ให้ถาม
ถามแล้วได้คำตอบได้ความรู้ก็เอาไปทำดู
เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของตนเอง
สู่การรู้จริงรู้แจ้ง และเห็นจริงเห็นแจ้ง

เพื่อให้ท่านเข้าใจง่ายเรียนรู้ได้เร็ว
เพราะเวลาโลกสำหรับพวกท่านเหลือน้อย
เราจึงกล่าวพระโอวาทด้วยภาษาง่ายๆ
ไม่เล่นคำ ไม่ทำสำนวนโวหาร
อ่านแล้วคิดตามได้อย่างเป็นรูปธรรม

องค์ธรรมจากพระโอวาท
เน้นให้ท่านทั้งหลายเรียนรู้
เพื่อให้ท่านเป็นครูสอนตนเองต่อไป
มิใช่ให้ท่านเอาไปเที่ยวสั่งสอนคนอื่นๆ

เพราะหน้าที่ของทุกท่านแต่ละคนนั้น
คือ การช่วยเหลือตนเองให้หลุดพ้น

ถ้าท่านยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้
ท่านจะมีต้นทุนอะไรไปช่วยเหลือคนอื่น
นอกจากท่องจำธรรมแล้วนำมากล่าวต่อ
ยิ่งท่านยังมิรู้จริงรู้แจ้งมิเห็นจริงเห็นแจ้ง
ก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงต่อการสอนผิด
ซึ่งนับว่าเป็นโทษมหันต์เลยทีเดียว

นอกจากนั้น
คนที่จะทำหน้าที่เป็นครูสอนธรรมะคนอื่นได้
จิตวิญญาณของท่านคุรุท่านนั้น
ยังต้องเป็นผู้ที่ถือภารกิจนี้ติดตัวมาเกิดด้วย
เพราะการเป็นคุรุสอนธรรมะ
เป็นภารกิจทางจิตวิญญาณที่กำหนดมา
มิใช่ว่าจิตดีมีเมตตาก็ตั้งหน้าสอนธรรมะแล้ว

พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
มนุษย์ด้วยกันจะสามารถช่วยเหลือกันได้
ด้วยการปฏิบัติแล้วไม่ผิดบาปไม่ผิดหน้าที่
ด้วยบทบาทง่ายๆต่อไปนี้

1.สอนธรรมะคนอื่นโดยไม่ต้องสอน
เพียงแค่ท่านรู้ธรรมะเข้าถึงธรรมะใด
ก็ให้นำเอาธรรมะนั้นมาปฏิบัติ
ให้คนรอบข้างเขาได้เห็นเป็นแบบอย่าง
แล้วนำไปปฏิบัติตามวิถีชีวิตของเขาเอง

2.ถ้าจำเป็นต้องพูดธรรมะให้ใครฟัง
ก็ให้กล่าวตามที่พระศาสดาสอนไว้
#กล่าวทุกครั้งต้องอ้างอิงทุกครั้ง

ผู้นำศาสนาบางท่านบางยุคในอดีต
มักจะกล่าวธรรมะสอนชาวโลก
โดยไม่บอกกล่าวว่าที่ตนนำมากล่าว
ล้วนเป็นธรรมะจากพระเจ้า
แถมบางสิ่งก็กล่าวตามความเชื่อของตน
ปนเปผสมผสานกันไปจนแยกไม่ออก

แม้จะแลดูว่าท่านผู้นั้นได้ทำตามหน้าที่
เพราะทางโลกมียศตำแหน่งแต่งตั้งชัดเจน
ผู้คนรู้เห็นและยอมรับกันทั่วโลก
แต่ท่านก็ถูกจิตวิญญาณแก่นแท้ในตน
โดยความร่วมมือของพี่พลียะเดี้ยน
คอยกระตุกกระตุ้นจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลา

อาการที่มนุษย์ได้เห็นก็คือ
มือที่จับถือพระคัมภีร์จะสั่นเทา
ศีรษะที่มีจิตกับสมองสถิตย์อยู่
จะเกิดอาการกระตุกกระชากเป็นระยะ
ซึ่งเป็นอาการที่พวกท่านเรียกว่า
ป่วยเป็นโรค #พาร์คินสัน นั่นเอง

ดังนั้น
จงอย่ากล่าวพระธรรมใดๆให้ใครฟัง
ไปตามความคิดเข้าใจ
หรือกล่าวตามความเชื่อของตนเองเด็ดขาด
เพราะนอกจากสิ่งที่ท่านกล่าว
อาจเป็นธรรมะนอกรีตให้คนหลงผิดแล้ว
มันยังจะทำให้ท่านทำผิดหน้าที่
อันเป็นการผิดบาปต่อจิตวิญญาณตนเองด้วย

3.ทางที่ดีที่สุดหากปรารถนาดี
ต้องการชี้ทางธรรมให้แก่ผู้ใด
ก็ให้แนะนำเขาอ่านพระคัมภีร์ด้วยตนเอง
เมื่อเขาไม่เข้าใจก็ให้เขากลับมาถามท่าน
เมื่อท่านตอบคำถามก็ให้ใช้คำว่า
"ความเข้าใจส่วนตัว" เพื่อให้เขาคิดตามเอง
มิใช่ปล่อยให้เขาเชื่อตาม
นี่จึงเป็นวิถีที่ถูกต้องที่ปลอดการเกี่ยวกรรม

โลกยุคนี้เต็มไปด้วยความสับสน
ผู้คนมีปัญญาแต่ใช้ไม่เป็น
จึงขาดพลังอำนาจที่จะนำพาตนเอง
ข้ามผ่านกฎแห่งกรรม
เพื่อหยุดยั้งการมีสังสารวัฏกันได้

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านว่า
พระสุริยะจะทรงกลดงดเว้นภัยให้ท่าน
ด้วยปฏิบัติการของฟ้าไม่ได้ตลอดหรอก

ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ศกนี้เป็นต้นมา
แม้ว่าจะทำการกลั่นกรองไว้บ้างแล้ว
แต่เครื่องยนต์แห่งกรรมของเรา
ก็ยังรับรู้แรงสั่นไหวของแผ่นดินโลก
ที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าปกติได้
แม้ขณะที่ถ่ายทอดคลื่นพระโอวาทนี้
เราก็มีอาการโคลงเคลง
ดุจนั่งเรือสู้คลื่นจนฝืนแทบไม่ไหว

พี่น้องทั้งหลาย
จงเร่งช่วยกันสร้างบวกมากๆ
รักกันให้ได้ ให้อภัยให้เป็น
หยุดใช้กิเลสตัณหาราคะ
ดำเนินชีวิตเสียเถิด

มันจะช่วยได้เยอะเลย
ไม่เช่นนั้นภัยพิบัติจะมาแรงและมาเร็วขึ้น
จนมิอาจต้านทานเอาไว้ได้อีก
จงเตรียมตนเองและจิตวิญญาณ
ให้พร้อมต่อการผจญภัยเถิดท่านทั้งหลาย

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
2-07-2017

หมายเหตุ:
ต้องการติดตามตอนต่อไป
โปรดยกมือขึ้นอีกครั้งเถิดท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ ทรงโปรดเวไนย (ภาค 7)




#พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
#ทรงโปรดเวไนย (ภาค 7)
To Whom It May Concern
*****************************
"เสียงกัมปนาท กราดเกรี้ยว เสียวระทึก
ดั่งยามดึก ฟ้าผ่า พาแตกตื่น
ครูสั่งศิษย์ กีดกัน ทุกวันคืน
ห้ามยุ่งยื่น เป็นมิตร จิตจักรวาล"

บุตร  แห่งบิดาทั้งหลาย
พี่ๆน้องๆที่  แห่งเราทั้งหลาย

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ในปลายยุคพลังงานเก่านี้
จะมีปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้
ในท่ามกลางภัยพิบัติโลกแบบแปลกๆ
นั่นคือปฏิบัติการ "ล่าสาวก"
ของเจ้าลัทธิต่างๆทั้งใหม่และเก่า

ขายความงมงายในพิธีกรรมแปลก
ขายศักดิ์สิทธิ์พิสดารของเจ้าลัทธิ
ขายความอุตริอวิชชาของครูอาจารย์
ขายมายาของมารที่เลียนแบบโพธิสัตว์
ขายธรรมะจอมปลอมโดยจอมซาตาน

บทบาทการขายที่เรากล่าวไว้เหล่านี้
ล้วนเป็นฝีมือของรูปธรรมทางวิญญาณ
ซึ่งอยู่เบื้องหลังมิติโลกทางกายภาพ
เข้ามาแอบแฝงตัวตนอยู่แทบทั้งสิ้น

ทุกวันนี้โลกเสรีเสียสมดุลไปมาก
โดยเฉพาะอำนาจแม่เหล็กโลกที่อ่อนแอ
จะทำให้ประตูมิติของโลกและมนุษย์
ที่เชื่อมต่อกับมิติแห่งจิตวิญญาณ
เปิดแง้มอ้าออกกว้างมากขึ้นกว่าเดิม

จิตวิญญาณที่อุตริและมีอำนาจสูง
ก็จะเบียดแทรกตนเองเข้าทับซ้อน
เพื่อทำการยึดอำนาจจากเจ้าสำนักเดิม
ที่กิเลสหนา ปัญญาน้อย ด้อยพลังบารมี
เพราะไม่มีศีลธรรมแท้จริงก็มี

หรือมารร้ายจะเข้าแทรกแซงคนบางคน
ที่อยากดังและฝังใจฝักใฝ่อุตริอวิชาอยู่
ด้วยการแสดงบทบาทเป็นเจ้าสำนัก
แลกเครื่องเซ่นสรวงคาวๆกับเหล้ายา

โดยจะสร้างจุดขายทั้ง 5 ที่ว่ามา
เพื่อหลอกล่อคนดีๆที่โง่ๆ
ให้หลงทิศผิดทางไปสวรรค์นิรันดร
จึงมิอาจหลุดพ้นได้ในชาตินี

มีเหตุผลหลักอยู่ 4 ประการ
ที่พระบิดาทรงยอมให้โลกมีการล่าสาวก
โดยเราจะขอกล่าวให้ท่านรู้ไว้ดังนี้

1.ทรงยอมให้มีการล่าสาวกด้วยวิธีต่างๆ
เพื่อจะสร้างเงื่อนไขทดสอบจิตตปัญญา
ให้มนุษย์โลกส่วนใหญ่ได้เผชิญว่า
จะฉลาดตัดสินใจหรือไม่อย่างไร

ถ้าใครเลือกที่จะทำตัวโง่และงมงาย
จนตกเป็นสาวกของเจ้าสำนักลัทธิมาร
พระองค์ท่านก็จะทรงทราบทันทีว่า
ผู้นั้นความสามารถใช้ปัญญาเป็นศูนย์
แปลว่า #ตัดสินใจผิด นั่นเอง

คนผู้นั้นจักมิใช่ประชากรของพระองค์
สำหรับโลกเสรีในยุคพลังงานใหม่

เพราะขาดอำนาจทางจิตตปัญญา
จึงมิอาจให้ทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่
ค้ำจุนโลกเสรีนี้ในยุคพลังงานใหม่ได้

2.ทรงยอมให้มีการล่าสาวกเกิดขึ้น
เพื่อเปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลาย
ได้เรียนรู้ในสิ่งถูกผิดดีชั่วชัดเจนขึ้น

จนฉลาดที่จะแยกแยะได้ง่ายขึ้นว่า
แบบไหนเป็นเส้นทางสู่นรกโลกันตร์
แบบไหนเป็นเส้นทางสู่สวรรค์นิรันดร
เพื่อการตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
บนครรลองแห่งการหลุดพ้นคือนิพพาน

3.ทรงยอมให้มีการล่าสาวกเกิดขึ้น
เพราะจะมีมนุษย์ด้วยกันเอง
พากันออกมาอ้างอวดอุตริอวิช
ล่าสาวกแสวงหาประโยชน์ใส่ตน
จากพี่ๆน้องๆที่เป็นคนอ่อนแอมากขึ้น
ซึ่งคนส่วนใหญ่จะมีจุดอ่อนคล้ายๆกัน 

เป็นต้นว่า....
บางคนก็ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
ทั้งๆที่เป็นคนฉลาดและเก่งพอตัว
จึงต้องหันมาพึ่งเจ้าเข้าผี
ขอให้เจ้าลัทธิพวกนี้เป็นกำลังใจให้

บางคนก็อยากร่ำรวยเป็นเศรษฐ
แทนที่จะฉลาดคิด ฉลาดทำ
แต่กลับแสวงหาความร่ำรวย
ด้วยวิธีมักง่ายคือพึ่งเครื่องลางของขลัง
บ้างก็พึ่งผีที่เจ้าลัทธิให้นำมาเลี้ยงดู

บางคนก็อยากโด่งดังมีชื่อเสียง
ต้องการได้รับการยอมรับจากคนอื่นๆ
เมื่อยกระดับตนเองขึ้นมาไม่ได้
ก็จำต้องเที่ยวเสาะหาที่พึ่งหรือตัวช่วย
ประเภทขอ "เจ้าสำนักดัง" ช่วยด้วยบ้าง
ประเภทยอมถวายตัวกับเจ้าสำนักบ้าง

ถ้ายิ่งเข้าสังกัดสำนักดังมากเท่าใด
ตนก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้นเท่านั้น

ถ้ายิ่งเป็นสาวกรับใช้ใกล้ชิดเจ้าลัทธิ
ก็จะยิ่งมีโอกาสได้รับการยกย่อง
จากคนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งตนก็อาจจะมีโอกาสได้รับรางวัล
ที่เจ้าลัทธิอุตริปูนบำเหน็จให้
เป็นตำแหน่งสำคัญๆในสำนักนั้น
หรือยอมให้ท่านเปิดสำนักสาข
แล้วอุปมาตนเป็นเจ้าสำนักได้เอง

4.ทรงยอมให้มีสำนักใหม่ๆเกิดขึ้น
เพื่อให้มารทดสอบจิตสามนึกมนุษย์
ว่าผ่านหรือไม่ รวม 5 ประการต่อไปนี้

4.1 ยังติดอยากได้ใคร่มีในลาภยศหรือไม่
4.2 ใช้ปัญญาของสมองคิดเป็นหรือเปล่า
4.3 รู้จักแยกแยะผิดชอบดีชั่วบ้างไหม
4.4 ระหว่างมารกับพระบิดาจะเลือกใคร
4.5 กล้าหาญและเป็นตัวของตัวเองมั้ย

ในท่ามกลางความผันผวนของสังคม
ในท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโล
ขอท่านทั้งหลายจงรับรู้ไว้ด้วยว่า

1.อย่าประมาทมารจนท่านถูกหลอก
2.อย่าขลาดกลัวมารจนผลักไสครูที่ดี
3.อย่าตกเป็นทาสมารเพราะติดโลภ
4.อย่าทำตัวเป็นเจ้าลัทธิมารเสียเอง
5.อย่าหลงเชื่อมาร
เพราะท่านโง่เขลาเบาปัญญา
โดยแยกไม่ออกว่าไหนมารไหนมิใช่

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
29-06-2017

หมายเหตุ:

ยังมีภาคต่อไปให้เรียนรู้อี
เกียจคร้านจะยกมือหรือยังนะ