วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

โลกนี้จึงจำเป็นต้องมี "พระศาสดา"






พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เรื่องของ #จิตสามนึก (จิตสำนึก) มันลึกล้ำ
เรื่องของพฤติกรรมมนุษย์สุดลึกซึ้ง
โลกนี้จึงจำเป็นต้องมี "พระศาสดา"
เพราะ "ครูธรรมดา"
มิอาจหยั่งถึงจิตมนุษย์กับจักรวาลได้

"พระศาสดา"
ต่างจาก "ครูธรรมดา" ที่ตรงนี้

1.พระศาสดาเข้าถึง #โลกิยะธรรม ได้
ด้วยความฉลาดทางปัญญา
จากสมองซีกซ้ายนำซีกขวาที่ในตน

โดยฉลาดมอง ฉลาดฟัง
ฉลาดคิดพิจารณา ฉลาดวิเคราะห์

ฉลาดศึกษาเรียนรู้จนรอบรู้จบแจ้ง
จนเข้าถึงความเป็นเลิศในการใช้สมองซีกซ้าย
ที่เรียกว่าสติปัญญาขั้น #อัจฉริยญาณ
ได้อย่างแท้จริง

*เราเรียกคนที่ฉลาดสูงสุดในระดับนี้ว่า
#อัจฉริยบุคคล

2.พระศาสดาเข้าถึง #โลกุตรธรรม ได้
ด้วยความฉลาดทางปัญญา
จากสมองซีกขวานำซีกซ้ายที่ในตน
ซึ่งเป็นสัจธรรมที่สัมผัสรู้ดูเห็น
ด้วยกลไกอายตนะภายนอกทั้งห้าไม่ได้

โดยฉลาดที่จะสร้างความคิดรวบยอด
จากองค์ความรู้ที่ถูกต้องถ่องแท้
ซึ่งเป็นผลิตผลจากการคิดรู้และเรียนรู้
ของสมองซีกซ้ายมาแล้ว
ด้วยภูมิปัญญาที่สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
ที่เรียกว่าปัญญาญาณขั้น #อริยญาณ

เพื่อสังเคราะห์เอาองค์ความรู้นั้นๆ
มาปรับใช้กับชีวิตจริงของตนเองได้
นำเอามาแบ่งปันเพื่อนมนุษย์คนอื่นก็ได้

*เราเรียกผู้ฉลาดสูงสุดในระดับนี้ว่า
#อริยบุคคล

3.พระศาสดาเข้าถึง #อนุตรธรรม ได้
ด้วยความฉลาดทางปัญญา
จากสมองส่วนกลางนำสมองทั้งระบบ
เพื่อการคิดรู้ เรียนรู้ และรับสารจาก "มหาคุรุ"
ผู้เป็นต้นธารแห่งสัจธรรมทั้งปวง
อันเป็นปัญญาญาณขั้น #อนุตรญาณ
ที่พระพุทธองค์ทรงเรียก "โพธิญาณ"

เพื่อเปิดรับสารจาก "มหาคุรุ"
ผู้เป็นจุดกำเนิดแห่งจักรวาลสากล
ที่ทรงเป็นทั้งพระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง
และเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณมนุษย์
จึงทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง

ด้วยกระบวนการสื่อสารทางจิตในแนวดิ่ง
ระหว่างตนเองกับพระองค์นี้ได้
ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Vertical Telepathy

*พระองค์ทรงเรียกมนุษย์ที่ฉลาดสูงสุด
เพราะใช้ "อนุตรญาณ" นี้ได้ว่า
#บุตรเอกแห่งบิดา

เรื่องราวของจิตมนุษย์
เรื่องราวของจิตวิญญาณมนุษย์
เรื่องราวของจิตสามนึกมนุษย์
เรื่องราวของเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์
เรื่องราวของพฤติกรรมมนุษย์
เรื่องราวของมนุษย์ โลก และจักรวาล

เรื่องราวหลักๆทั้ง 6 เหล่านี้
ไม่มีมนุษย์คนใดจะสามารถรู้เองได้
นอกจากจะคาดเดาเหมาเอง
หรือแค่สังเกตแล้วตั้งสมมติฐานเท่านั้น
ผิดถูกอย่างไรมิอาจมีใครตัดสินได้

ด้วยเหตุนี้เอง
ในอดีตกาลที่ผ่านมา
ดาวโลกเสรีดวงนี้จึงต้องมีพระศาสดา
เข้ามาทำหน้าที่เป็น "คุรุ"
ด้วยการสื่อพระโอวาทจาก "มหาคุรุ"
มากล่าวต่อมนุษย์แห่งโลกเสรี
เพื่อการสื่อสอนและสร้างสติทางวิญญาณ
เนื่องจากบุคคลทั่วไปมิอาจสอนได้
เพราะขาดคุณสมบัติ

ทำไมต้อง #ไซโคโชว์ (Psycho Show)
ทำไมต้อง "บุตรเอก" แห่งพระบิดา
ทำไมต้อง อาจารย์ปริญญา ตันสกุล
จึงจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์
ด้วยการกระทำผ่านจิตสามนึกได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนั้น คือ คำตอบ
ที่คนทั้งโลกไม่รู้ว่าตนต้องรู้

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
24-02-2017

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความเชื่อ ความคิด ความรุ้สึก





ยุวจิตจักรวาลทายาทท่านหนึ่งกล่าวต่อเราว่า
เธอได้ยินได้ฟังคำสอนของกูรูท่านหนึ่งมา
เมื่อได้ฟังแล้วเธอพบว่าคำสอนบางท่อน
ไม่แน่ใจว่าเป็นคำกล่าวสอนที่ถูกต้องหรือไม่
จึงได้นำคำกล่าวนั้นมาถามเรา

ประโยคที่เธอนำมาถามเรามีความว่าดั่งนี้

"ความเชื่อ ทำให้เกิดความคิด
ความคิด ทำให้เกิดความรู้สึก
ความรู้สึก ทำให้เกิดพฤติกรรม"

พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

1.ไม่ว่ากูรู หรือ "กูรู้" ท่านใดจะเป็นผู้กล่าวสอน
ความในเครื่องหมายคำพูดทั้งหมดนั้น
มันเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง
มันมิใช่ความจริงที่จริงแท้
มันมิใช่สัจธรรม
มันเป็นคำกล่าวคำสอนที่เชื่อถือไม่ได้

2.เรื่องของ "ความเชื่อ ความรู้สึก ความคิด"
มันเป็นศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ทางจิตเบื้องต้น
ซึ่งมีผลเป็น "วิทยาศาสตร์พฤติกรรม" ต่อเนื่อง
ทั้งเป็นเรื่องของ Meta-physics(อภิปริชญาบริสุทธิ์)
ที่มนุษย์จะใช้วิธีคาดเดาเอาเอง สรุปเอาเอง
ดั่งการคิดแบบจิตมนุษย์ไม่ได้

3.เราจะกล่าวแย้งให้รู้ว่า
ประโยคที่กูรูคนนั้นกล่าวให้เธอได้ยินว่า
"ความเชื่อ ทำให้เกิดความคิด"
มันเป็นการกล่าวผิดอย่างมหันต์
มันเป็น "อวิชชา"
เธอจงอย่าเชื่อตามเช่นนั้นเด็ดขาด
เธอจะเข้าข่าย "งมงาย" ไปทันทีที่เชื่อตาม

ความจริงที่จริงแท้ก็คือ
#ความเชื่อมันจะทำให้เธอปิดกั้นการใช้ปัญญา

ถ้าเธอเชื่อใครคนนั้น
เธอก็จะยอมตามอย่างว่าง่าย
ถ้าเธอไม่เชื่อใครคนนั้น
เธอก็จะปฏิเสธทันที

ถ้าเธอเชื่อถือในคำพูดของใคร
เธอก็จะคล้อยตามโดยไม่ระแวงสงสัย

เมื่อความจริงมันเป็นดั่งนี้แล้ว
เธอก็จะพบว่า "ความเชื่อ" นั้น
มันมีแต่จะนำความโง่งมมาสู่ตนเองเสียมากกว่า
เพราะเมื่อเชื่อในตัวตนคนที่พูดเสียแล้ว
การระแวงสงสัยย่อมไม่มี
หรือเมื่อเชื่อในสิ่งที่เขาพูดเสียแล้ว
ข้อสงสัยใดๆก็ย่อมไม่มี

เมื่อไม่มีข้อสงสัย
ไม่มีจิตใจหวาดระแวงแล้ว
เธอจะเอาอะไรมา "กระตุกต่อมคิด" ของเธอได้

นี่ไง...ที่เราเคยกล่าวไว้ว่า
ความเชื่อคือ "ความหลง" ชนิดหนึ่ง
เพราะความเชื่อทำให้คนดีๆกลายเป็นคนโง่ได้
เพราะความเชื่อมันทำให้คนคล้อยตาม
มิได้กระตุ้นให้เธอ "คิด"

เราจึงกล่าวไว้เสมอมาว่า
การฝึกอบรมด้วยกระบวนการ "#ไซโคโชว์"
เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์
โดยอาจารย์ปริญญา ตันสกุล นั้น

จะเน้นการสั่นสะเทือนที่ #จิตสามนึก
ด้วยการ #สร้างกระบวนการกระตุ้นที่จิต
#และติดอาวุธทางปัญญาที่สมอง
ให้แก่ผู้เข้าอบรมทุกคน
ซึ่งเป็นกลยุทธการเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์
ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก

4.เราจะกล่าวแย้งเป็นเรื่องที่สองให้รู้ว่า
ประโยคที่กูรูผู้นั้นกล่าวให้เธอได้ยินอีกว่า
"ความคิด ทำให้เกิดความรู้สึก" นั้น
มันเป็นการกล่าวผิดอย่างมหันต์
มันเป็น "อวิชชา" อีกเช่นเดียวกัน

เพราะความรู้สึกมันเป็นกิเลส
มันเกิดทันทีที่จิตรับรู้ผัสสะ
มาจากอายตนะภายนอกทั้งห้า
ซึ่งเราเรียกว่า "รับรู้แล้วรับเอา" นั่นแหละ

จิตมันทำงานของมันเอง สมองไม่เกี่ยว
พอกิเลสเกิดขึ้นมาตัณหาคือความอยาก
มันก็จะเกิดขึ้นตามมาทันทีเช่นกัน
ชนิดที่ห้ามไม่ทันกดดันมันไว้ก็ยากยิ่ง

พอเธอเกิดความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ
ความอยากกับความไม่อยากก็เกิดขึ้นตามมา
เมื่อเกิดอยากหรือไม่อยากแล้ว
จิตมันก็จะนึกเองทันทีว่า
จะต้องสนองความอยากไม่อยากนั้นให้ได้
พอนึกได้แล้วสมองก็จะคิดไปตามที่นึกว่า
จะตอบสนองความอยากไม่อยากอย่างไร
นี่ไง...กระบวนการของจิตที่ถูกต้อง
มิใช่ "ความคิด" ทำให้พวกเธอเกิดความรู้สึก
ตามที่ "กูรู" คนนั้นกล่าวเลยสักนิด

ด้วยเหตุนี้เองจึงมีคำตอบว่า
ทำไมการชำระจิตให้ว่างจากกิเลสตัณหาทำยาก
ก็เพราะ "กูรู" แกเข้าใจผิด รู้ผิดอย่างนี้เอง
อีกทั้งเพราะกิเลสเกิดง่ายและดับยาก
ถ้าจะดับมันได้ต้องใช้ปัญญา
ของสมองสองซีกให้เป็นเท่านั้น

คนที่ใช้ปัญญาของสมองได้และใช้เป็น
นี่แหละจึงจะได้ชื่อว่าเป็น "พุทธะ" ของแท้

5.ส่วนที่กล่าวว่าความรู้สึก
ก่อให้เกิดพฤติกรรมนั้น
เป็นการกล่าวแบบรวบรัดเกินไป

แท้แล้วความรู้สึก
ก่อให้เกิดความอยากไม่อยาก

ความอยากไม่อยาก
ก่อให้เกิดการนึกของจิต
ซึ่งประกอบด้วย 3 นึก คือ
นึกได้ นึกเอา และนึกเอง
รวมเรียกว่า #จิตสามนึก หรือจิตสำนึกนั่นแหละ

เมื่อเกิดจิตสามนึกแล้ว
มันจะนำไปสู่การแสดงออกหรือกระทำพฤติกรรม
ไปตามการสั่นสะเทือนของจิตที่นึกนั้นเสมอ

6.ถ้าไม่รู้ว่ากระบวนการทางจิตเป็นเช่นไร
ถ้าไม่รู้ว่าจิตสามนึก คือ อะไร
ไม่รู้ว่าจิตสามนึกขับเคลื่อนพฤติกรรมอย่างไร
ถ้าจะสอนพฤติกรรมใครเห็นทีจะไร้ผล

เพราะวิทยาศาสตร์ทางจิตเป็นศาสตร์ชั้นสูง
เป็นความรู้ที่ละเอียดอ่อนละเมียดละมัย
ต้องใช้ปัญญาญาณแทนสติปัญญาเท่านั้น
เธอจึงจะเข้าใจและเข้าถึงได้
ซึ่งเราได้พยายามช่วยเหลือท่านทั้งหลาย
ให้เข้าถึงกันได้ง่ายๆตลอดมา

เพราะเรื่องของจิต เรื่องของปัญญา
เรื่องของจิตสำนึก
เรื่องของพฤติกรรมมนุษย์
มันไม่ง่ายอย่างที่คิด
มนุษย์โลกจึงจำต้องมีพระศาสดา

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
22-02-2017

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

จงอย่าเพ่งโทษพระเจ้า





เธอต้องการสนทนากับพระเจ้า
เพื่อเพียงจะบอกกับพระเจ้าว่า

1.จุดมุ่งหมายของเธอ
คือ การวิวัฒน์ มิใช่การลงทัณฑ์
2.จุดมุ่งหมายของเธอ
คือ การเติบโต ไม่ใช่การตาย
3.จุดมุ่งหมายของเธอ
คือ การมีประสบการณ์ ไม่ใช่พลาดมัน
4.จุดมุ่งหมายของเธอ
คือ การเป็นบางสิ่ง ไม่ใช่หยุดเป็น

เราจะกล่าวต่อเธอในพระนามแห่งพระเจ้า
เพื่อสอนให้เธอฉลาดคิดรู้แท้จริงบ้างว่า

1.ไม่ว่าจะเป็นจุดมุ่งหมาย 4 ข้อนี้
หรือจะมีอีกสักกี่ร้อยพันข้อก็ตาม
เธอจงรู้เอาไว้ว่า "พระเจ้า" มิได้เข้ามาเกี่ยวข้อง
ในแผนการดำเนินชีวิตของเธอแต่อย่างใด

จุดมุ่งหมายใดจะบรรลุผลสมดั่งใจหรือไม่
มันจึงมิใช่แผนการของพระเจ้า
แม้ปากเธอจะร่ำร้องขอพรจากพระเจ้า
พระองค์ก็มิอาจประทานให้ตามที่เธอต้องการได้

เพราะอะไรรู้มั้ยเธอ....
เพราะมันมิใช่ภารกิจหรือกงการของพระเจ้าไงล่ะ

2.เธอต้องรู้เอาไว้ด้วยว่า
พระบิดาทรงกำหนดสร้างให้โลกนี้
เป็นดาวแห่งทางเลือกเสรีมาตั้งแต่เมื่อแรกสร้าง

เธอต้องการสิ่งใดในชีวิตทั้งดีชั่ว
เธอก็สามารถใช้อำนาจในตนเองไขว่คว้ามันมาได้
เพียงแต่เธอต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของพระองค์
คือกฎแห่งการสมดุลกันของทุกสรรพสิ่งเท่านั้น

อำนาจในตนเองของเธอก็เป็นอำนาจแห่งพระเจ้า
เธอจึงมีพระเจ้าในตนเอง
ซึ่งเธอสามารถฉลาดใช้เพื่อให้ได้มา
ในจุดมุ่งหมายทั้ง 4 หรือมากกว่า
ในแบบที่เธอต้องการได้อย่างเสรีเสมอ

3.การที่เธอไม่บรรลุเป้าหมายแห่งการวิวัฒน์
เพราะเธอล้มเหลวในสิ่งที่เธอทำในสิ่งที่เธอหวัง
แล้วต้องรับผลกรรมเลวร้ายจากความล้มเหลว
จนเธอทึกทักเอาเองว่า "พระเจ้า" เป็นผู้ลงทัณฑ์นั้น

เธอต้องรู้สำนึกเอาไว้ด้วยว่า
เธอก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่าง
จากคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ตรงที่
ไม่ยอมรับความล้มเหลวใดๆ
อันเกิดจากความไม่เอาไหนของตัวเอง
แล้วเที่ยวโยนความผิดบาปให้คนอื่นแทน

เช่นล้มเหลวในเรื่องงมงายก็ไปโทษผี
ล้มเหลวในเรื่องอยากได้ใคร่มีก็มาโทษ "พระเจ้า"

เธอไม่รู้หรอกหรือว่า...
ความฉลาด ความโง่ ความยโส โอหัง
ความประมาท ขาดสติ ความหลงตัวเอง
ความมีวิริยะ อุตสาหะ ความอดทน ความขยัน
ความมุ่งมั่น ความเชื่อมั่น ความรัก ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ คือ ตัวแทนของพระเจ้า
ซึ่งเป็นคุณสมบัติทั้งด้านดีและเลวของเธอ
ที่พระเจ้าประทานเอาไว้ให้เธอ
เรียนรู้ที่จะเลือกใช้มันได้อยู่แล้ว

ถ้าเธอเข้าถึงพระเจ้าในตนเองเหล่านี้ไม่ได้
จนต้องพบกับความปราชัยย่อยยับอับเฉา
แล้วเธอจะมาร้องแรกแหกกะเฌอหาพระเจ้า
เสมือนตำหนิติเตียนพระเจ้าได้อย่างไรกัน

4.การที่เธอไม่บรรลุเป้าหมายของการเติบโต
แต่เธอทุกคนต้อง "เติบตาย" คือ โตเพื่อตายนั้น

เธอต้องเอาความโง่ออกจากตา
แล้วฉลาดคิดรู้ฉลาดพิจารณาบ้างว่า
ความจริงแล้ว......
พระเจ้าน่ะได้ทรงสร้างเครื่องยนต์แห่งกรรมให้เธอ
ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่านวัตกรรมใดๆของพวกเธอเสียอีก
เพราะมันเจริญเติบโตได้เรื่อยๆ
พอโตเต็มที่แล้ว
ก็สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเองได้ด้วย
พระองค์ทรงให้ชีวิตที่จีรังแก่เธอแล้วมิใช่หรือ
เพราะเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์ของเธอ
มันไม่มีวันตาย...ไม่มีวันตาย.....

เพราะเธอเลี้ยงดูมันไม่เป็น
ปฏิบัติกับมันอย่างไม่ถูกต้อง
เอาแต่ใช้งานแต่ขาดการใส่ใจดูแล
จนมันต้องตาย...
มิใช่เพราะตัวเธอทำร้ายตัวเองดอกหรือ

เธอไม่รู้หรอกหรือว่า
ความโง่กับความหลงตัวเองของเธอ
มันทำให้เธอขาดสติไร้สำรวม
จนกล้าตำหนิ "พระเจ้า" ผู้ให้กำเนิดเธอนั้น
มันยากแก่การให้อภัย

5.การที่เธอไม่บรรลุเป้าหมาย
ของการหาประสบการณ์เพราะเธอพลาดมัน
นี่ก็เป็นความผิดพลาดล้มเหลวของเธอเอง
มิใช่ผิดพลาดตามพระบัญชาของพระเจ้า

ถ้าเธอเอาแต่นั่งกินนอนกินทั้งวี่วันดั่งคนพิการ
เธอย่อมพลาดประสบการณ์ชีวิตในโลกกว้าง
พระเจ้าจะบังคับให้เธอออกจากบ้าน
เพื่อไปหาประสบการณ์ในโลกกว้างได้หรือ
ถ้าเท้าสองข้างของเธอไม่ยอมก้าวย่าง
สองตาเธอไม่ยอมเบิ่งถ่างกว้างออกเพื่อแสวงหา
และสติปัญญาของเธอมิอาจใช้การได้
เพราะสมองทั้งสองซีกมันไม่ทำงาน

6.การที่เธอไม่บรรลุเป้าหมายในการเป็นบางสิ่ง
แต่กลับหยุดที่จะเป็นในบางสิ่งนั่นแทน

เธอหมายถึง เธออยากรวยเป็นเศรษฐี
แต่ไม่อาจมีความร่ำรวยตามต้องการได้

เธอหมายถึง เธออยากเป็นคนดี
แต่ไม่อาจเป็นคนดีกับใครเขาได้

เธอหมายถึง เธออยากรวยสนมรวยเมีย
แต่เธอไม่อาจทำตนตามตัณหานั้นได้

หรืออื่นๆ...เช่นนั้นหรือ

เราขอถามเธอว่าใครจะรวยได้ไม่ได้
มันเป็นสิทธิของใครคนนั้นมิใช่หรือ
เพียงขยันทำมาหากิน หนักเอาเบาสู้
ฉลาดใช้ปัญญาในการประกอบสัมมาอาชีวะ
ฉลาดใช้เงิน และฉลาดอดออม
กฎเกณฑ์ง่ายๆเหล่านี้ก็ช่วยให้ไม่จนได้แล้ว

อยากเป็นคนดี แต่เป็นไม่ได้
ก็ลองใช้ปัญญาตรึกตรองสิว่า
ใครห้ามไม่ให้เธอเป็นคนดีล่ะ
พระเจ้า...อีกแล้วหรือ?

อยากรวยสนมรวยเมีย
แต่เธอเป็นอย่างที่ต้องการไม่ได้

เพราะไม่มีปัญญาเลี้ยงดู
เพราะที่จะเลือกเอามานั้นดันเป็นเมียเขาอื่น
เพราะลูกเมียเราเขายอมรับไม่ได้
เพราะสังคมไม่ยอมรับ
ก็ถามตนเองสิว่าเพราะอะไร
ไหงจึงโทษ "พระเจ้า"

7.เราจะกล่าวความจริงให้เธอรู้ว่า
ความคิดของเธอที่กล่าวไว้ในหน้ากระดาษนั่น
มันอาจฟังดูดีมีสำบัดสำนวนชวนชื่นชม
แต่เราเห็นว่ามันเป็นแค่เพียงบทกวีนิพนธ์เท่านั้น
หาใช่ผลผลึกแห่งการคิดเชิงสัจธรรมไม่

ถ้าเป็นอย่างที่ต้องการไม่ได้
ถ้าทำอย่างที่ต้องการไม่ได้
ถ้ามีอย่างที่ต้องการไม่ได้

ก็จงอย่าโทษพระเจ้า
อย่าบ่นกับพระเจ้า
อย่าร้องขอต่อพระเจ้า

จงรีบพิจารณาตนเอง
เพื่อหาข้อบกพร่องผิดพลาดแล้วเริ่มใหม่

จงบ่นกับตนเอง
อย่าไปบ่นกับใครให้เขารำคาญ
เพราะมันไร้ประโยชน์

จงร้องขอต่อตนเอง
อยากสำเร็จเร็วก็เร่งลงมือทำอย่างไม่รั้งรอ
อยากก้าวหน้าอย่างราบรืนก็จงอย่าประมาท
และจะต้องทำด้วยความมุ่งมั่น เป็นต้น

ด้วยรักและปรารถนาดี
ในพระนามแห่งองค์จิตจักรวาล

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
22-02-201