วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม






เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ถ้าพบลูกหลาน ลูกน้อง หรือลูกศิษย์ของท่าน
มีพฤติกรรมบางสิ่งบกพร่องให้ได้รู้เห็นแล้ว
หากท่านต้องการจะแก้ไขพฤติกรรมนั้นๆของเขา
ก็จงอย่าคิดที่จะ "เกา" ลงตรงพฤติกรรมนั้นเลย
เพราะราจะบอกต่อท่านว่ามันไม่ได้ผลหรอก
ตัวอย่างเช่น
พฤติกรรมการเห็นแก่ตัวของใครบางคน
จักเป็นพฤติกรรมที่คนส่วนใหญ่ในสังคมนั้น
ตั้งข้อรังเกียจรังงอนไม่อยากคบหาเสมอ
ถ้าคนที่มีนิสัยเห็นแก่ตัวนั้น
เป็นลูกน้องคนหนึ่งในทีมของท่านแล้ว
ท่านก็มักจะมองว่า "การเห็นแก่ตัว" ของคนๆนั้น
เป็น "ตัวปัญหา" อันน่ารังเกียจอย่างยิ่ง
ซึ่งท่านคิดว่าจะต้องจัดการมันให้ได้
เพราะมันทำให้ทีม ‪#‎ขาดเอกภาพ‬ นั่นแหละ
แต่เราจะกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า
แท้จริงแล้ว"ตัวปัญหา" ที่ต้องแก้ไขนั้น
มันมิใช่ ‪#‎พฤติกรรมการเห็นแก่ตัว‬ หรอก
ท่านจะมองปัญหานี้ด้วยสมองซีกซ้าย
คือมองแบบสมการเส้นตรงไม่ได้
พฤติกรรมการเห็นแก่ตัวที่ท่านเพ่งเล็งอยู่
มันเป็นเพียงภาพมายาที่ปรากฏให้เห็น
อันเกิดจากสาเหตุบางประการที่ซ่อนเร้นอยู่
ไม่ต่างจากการที่ท่าน "ท้องเสีย"
ท่านจะสรุปเอาง่ายๆว่า
อาการท้องเสียคือ "ตัวปัญหา" ที่ต้องแก้
ท่านจึงไปหายา "บังคับให้หยุดถ่ายท้อง" มากิน
ทั้งๆที่ตัวปัญหาที่แท้จริงก็คือ "เชื้อโรค"
ที่ท่านทานเข้าไปพร้อมอาหารต่างหาก
เมื่อท่านแก้ปัญหาผิดจุด คือ "เกาไม่ถูกที่คัน"
นั่นเท่ากับว่าท่านกินยาผิดชนิดแค่ให้หยุดถ่าย
แล้วกลายเป็นสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาแทน
นั่นคือการกักขังเชื้อโรคท้องร่วงเอาไว้
ให้มันแพร่กระจายอยู่ในกระเพาะและลำไส้มากขึ้น
ในด้านพฤตินิสัยของมนุษย์ก็เช่นกัน
เช่นกรณี "การเห็นแก่ตัว" นั้นก็ไม่แตกต่างจาก
กรณีที่ท่านกำลังเกิดอาการท้องเสียอยู่นั่นแหละ
ถ้าปัญหาท้องเสีย
มาจากมีเชื่้อโรคในกระเพาะ
ปัญหาการเห็นแก่ตัว
ก็มาจาก "จิตสามนึก" บกพร่องนั่นเอง
ถ้าท่านยังพยายาม ‪#‎บังคับหรือจูงใจคน‬
ให้เลิกมีพฤติกรรมการเห็นแก่ตัวโดยทันทีกันอยู่
มันก็ไม่ต่างจากการที่ตัวท่านน่ะ
พยายามที่จะกินยา
บังคับระบบขับถ่ายให้หยุดถ่าย
ขณะที่ตัวปัญหาแท้จริงก็คือ
ตัวเชื้อโรคในกระเพาะ
กลับยังมิได้รับการใส่ใจ
ที่จะจัดการมันอยู่ดังเดิม
หมายถึง ‪#‎ข้อบกพร่อง‬ ของ "จิตสามนึก"
ยังถูกละเลยหรือมองข้ามมันไปโดยแท้
ดังนั้น
การจะแก้ไขพฤตินิสัย"เห็นแก่ตัว"ของคน
ชนิดที่เรียกว่า "เกาให้ถูกที่คัน" นั้น
ท่านจักต้องไปกระทำที่ ‪#‎จิตสามนึก‬" เท่านั้น
โดยที่ตัวท่านเองจักต้องรู้ว่า
จิตตัวใดเป็นเหตุให้
เกิดพฤตินิสัยเห็นแก่ตัวกันแน่
แล้วก็แก้ไขมันที่ตรงนั้น
เราจะขอยกตัวอย่างกรณีเห็นแก่ตัวนี้ว่า
ความบกพร่องด้านจิตสามนึกนั้น
น่าจะมาจากสาเหตุดังนี้
1.เพราะบกพร่องด้าน "นึกออก" เช่น
‪#‎ยังจำได้ว่าเคยถูกเอาเปรียบมาก่อน‬
‪#‎เคยช่วยเหลือแบ่งปันคนอื่นแต่ถูกอกตัญญู‬
‪#‎เคยเดือดร้อนแต่ไม่มีใครยอมช่วยเหลือ‬
2.เพราะบกพร่องด้าน "นึกเอา" เช่น
‪#‎ด้านได้อายอด‬
‪#‎มือใครยาวสาวได้สาวเอา‬
‪#‎กลัวว่าจะจนกว่าคนอื่น‬
‪#‎อยากรวยเป็นเศรษฐีเร็วๆ‬
3.เพราะบกพร่องด้าน "นึกเอง"
เช่น ชอบคิดแทนคนอื่นที่เป็นด้านลบ
ประเภทมองโลกในแง่ร้ายเสมอ
‪#‎คนอื่นก็ต้องเห็นแก่ตัวกับฉันเหมือนกัน‬
‪#‎ยุคนี้ใครๆก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น‬
‪#‎กลัวคนอื่นจะหาว่าฉันโง่น่ะสิ‬
ที่เรายกตัวอย่างมานั้น
เป็นความบกพร่องของ #จิตสามนึก ทั้งสิ้น
โดยท่านจะเห็นได้ว่า
แค่เพียงการเห็นแก่ตัวของคนเท่านั้น
มันยังมีสาเหตุจากจิตสำ(สาม)นึกบกพร่อง
ตามที่เรายกมาอ้างอิงไว้ตั้งหลายอย่าง
เมื่อท่านพบว่า
สาเหตุแท้จริงของการเห็นแก่ตัวคืออะไรแล้ว
ท่านก็จะ ‪#‎สร้างสามนึกใหม่‬ ที่ถูกต้องกว่า
ซึ่งเราเรียกรวมๆว่า "ปรับเปลี่ยนวิธีคิด"
ให้แก่บุคคลที่ต้องได้รับการแก้ไขนั้นได้
การเกาอย่างตรงที่คันมันจะต้องเป็นแบบนี้
โดย ‪#‎ชาวยุวจิตจักรวาล‬ ล้วนทราบดีว่า
การฝึกอบรมเพื่อยกระดับจิตปัญญา
และพัฒนาจิตสามนึก
ด้วยกระบวนการ ‪#‎ไซโคโชว์‬ ของปริญญานั้น
ที่เปลี่ยนพฤติกรรมพวกเขาได้
โดยไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องจูงใจ
แต่ใช้หลักการแก้ไขตามที่เรากล่าวมาทั้งสิ้น
ใครที่เชื่อว่าพฤติกรรมขยะของมนุษย์แก้ไม่ได้
ก็โปรดอ่านทบทวนความรู้ใหม่ในบทนี้
สักหลายๆเที่ยวหน่อยนะ
ท่านลองตรึกตรองดูหน่อยก็ได้ว่า
ที่มันแก้ไม่ได้ในอดีตที่ผ่านมานั้นเนื่องจากว่า
1.ใช้วิธีการแก้ไขไม่ถูกต้องหรือเปล่า
2.เกาไม่ถูกที่คันหรือเปล่า
3.ตั้งสมมติฐานผิดหรือเปล่า
ขออวยพรให้ท่านพบคำตอบไวๆนะ
เพราะในบทต่อไปนั้น
เราจะหันมากล่าวถึงเรื่องของ "จิตใต้สำนึก"
ที่เป็นความรู้ใหม่ซึ่งท่านไม่รู้ว่าไม่รู้กันต่อไป
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
11-08-2016

วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559

‎จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึกนั้นไม่เหมือนกัน‬



  
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ในปัจจุบันนี้ยังมีผู้คนอยู่จำนวนมาก
ที่ยังไม่เข้าใจความจริงของตนเองว่า
‪#‎จิตสำนึกกับจิตใต้สำนึกนั้นไม่เหมือนกัน‬
เราจึงจะขอกล่าวความจริงให้ท่านรู้ว่า
‪#‎จิตสำนึก‬ เป็นเรื่องของ ‪#‎จิตหยาบ‬
ซึ่งมีหน้าที่สั่นสะเทือนตนเองให้เกิดพลังอำนาจ
แล้วใช้พลังอำนาจนั้นขับเคลื่อนพฤติกรรม
ในการดำเนินชีวิตทั้งในมิติโลก
และในมิติของจิตวิญญาณด้านของแก่นแท้
จิตสำ(สาม)นึก
ประกอบด้วยจิตซึ่งมีด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ
1.‪#‎นึกออก‬ หรือนึกได้
หมายถึง การจำได้ว่า หรือ ระลึกได้ว่า
ส่วนใหญ่จะเป็นการจำเรื่องราวที่ผ่านมาในอดีตได้
หรือระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วได้
2.‪#‎นึกเอา‬
หมายถึง การนึกถึงสิ่งใหม่ๆ เรื่องราวใหม่ๆ
ที่ตนไม่เคยมีประสบการณ์นั้นๆมาก่อน
ไม่เคยมีองค์ความรู้นั้นๆมาก่อนเลย
3.‪#‎นึกเอง‬
หมายถึง การนึกคิดแทนผู้อื่น
โดยที่ท่านยังไม่รู้ความจริงเลยว่า
ที่ตนนึกคิดเอาเองอยู่นั้นมันถูกต้องตรงใจ
คนที่ท่านกำลังก้าวล่วงอยู่จริงหรือเปล่า
*‪#‎เจ้าจิตทั้งสามนึก‬...กลุ่มนี้แหละ
มันจะเป็นตัวการในการขับเคลื่อนพฤติกรรม
ทั้งภายนอกและภายในของท่านทั้งหลาย
ทั้งดีและร้ายอยู่ตลอดทุกวันเวลาในยามตื่น
ถ้าท่านมีจิตทั้งสามนึกนี้เป็นด้านบวกคือ "ดี"
การแสดงออกหรือกระทำใดๆของท่านก็จะดี
แต่ถ้าท่านมีจิตสามนึกนี้เป็นด้านลบ คือ ไม่ดี
การแสดงออกหรือกระทำของท่านก็จะไม่ดี
ตัวอย่างเช่น
1.เมื่อใดก็ตามที่ท่าน "นึกดี" คือ ‪#‎นึกบวก‬
ท่านก็จะสั่นสะเทือนทางจิตภายในตัวท่าน
เกิดเป็น ‪#‎อารมณ์‬ ‪#‎ความรู้สึก‬ และ ‪#‎ความคิด‬
ทางด้านบวกหรือด้านดีตามการนึกบวกนั้นเสมอ
2.เมื่อใดก็ตามที่ท่าน "นึกชั่ว" คือ ‪#‎นึกลบ‬
ท่านก็จะสั่นสะเทือนทางจิตภายในตัวท่าน
เกิดเป็นอารมณ์ ความรู้สึก และความคิด
ทางด้านลบหรือด้านชั่วตามการนึกลบนั้นเสมอ
เพราะเหตุนี้เอง
เราจึงกล่าวต่อท่านทั้งหลายตลอดมาว่า
‪#‎จิตสำนึกของท่าน‬ นี่แหละ
ที่เป็นผู้ขับเคลื่อน ‪#‎พฤติกรรม‬ ทั้งหมด
ไม่ว่าจะดีหรือเลวในชีวิตประจำวันของท่าน
ดังนั้น....
ถ้าจะแก้ไข ‪#‎พฤติกรรมขยะ‬ ของมนุษย์
มันจึงต้องปรับแก้กันที่ ‪#‎จิตสามนึก‬ นี่แหละท่าน
โดยการจะแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมขยะนั้นๆได้
ท่านก็จักต้องรู้ว่าจิตสามนึกกลุ่มใดหนอที่บกพร่อง
ก็ให้แก้ไขด้วยการ ‪#‎สร้างสำนึกใหม่ที่ถูกต้อง‬ แทน
ท่านจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัย
และทำการแก้ไขสันดานที่บกพร่องนั้นๆได้
ซึ่งการแก้ไขพฤติกรรมมนุษย์
ด้วยกระบวนการ ‪#‎ไซโคโชว์‬ ‪#‎PsychoShow‬)
เราก็อาศัยกลยุทธอันแยบยลนี้นั่นเอง
‪#‎การดุด่าว่ากล่าว‬
‪#‎การบ่นจนปากเปียกปากแฉะ‬
‪#‎การอบรมพร่ำสอนให้รู้ดีรู้ชั่ว‬
เพื่อการปรับแก้ไขนิสัยไม่ดีของคน
มันจึงไม่เคยได้ผล
เพราะ ‪#‎เกาไม่ถูกที่คัน‬ ไงล่ะท่าน
เพราะเรารู้ดีว่า
พฤติกรรมขยะของมนุษย์จะแก้ไขที่ตัวพฤติกรรม
โดยวิธี ‪#‎บังคับข่มขู่ขืนใจ‬ ให้เขาเปลี่ยนก็ไม่ได้
จะใช้วิธี ‪#‎ให้รางวัลจูงใจ‬ ให้เขาเปลี่ยนก็ไม่ได้
เพราะถ้าเปลี่ยนแปลงเขาได้ก็แค่ชั่วคราว
ตราบเท่าที่พลังของการบังคับหรือพลังจูงใจ
มันยังได้ผลอยู่เท่านั้นเอง
ที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้
เชื่อมั่นว่าท่านทั้งหลายคงจะได้รู้จัก
‪#‎จิตสำนึกหรือจิตสามนึก‬ ของตนเองดีขึ้นล่ะนะ
จะได้ไม่ใช้สับสนปนเปกับเรื่อง ‪#‎จิตใต้สำนึก‬ อีก
‪#‎บทเรียนตอนต่อไป‬
เราจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
จิตสามนึกกับจิตใต้สำนึกให้ท่านเรียนรู้กันต่อ
เพราะหากท่านยังไม่รู้ไม่เข้าใจไม่เข้าถึง
ในกระบวนการของสองจิตที่กล่าวนี้
ต่อให้ท่องธรรมะได้มากมาย
ต่อให้ทำบุญสุนทานสั่งสมกันมามากแค่ไหน
ชาตินี้ก็ยังมิอาจกลับบ้านหรือนิพพานได้หรอก
เพราะท่านจะไม่อาจ "คนตนเอง" ในสองมิติ
ให้เป็นมนุษย์ที่สมดุลได้นั่นเอง
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
10-08-2016

ถ้าท่านปรารถนา การหลุดพ้นแท้จริง


 
 
 
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
การระวังตนเองมิให้ #ก้าวล่วงผู้อื่น มิใช่เรื่องง่าย
แต่เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ที่ผู้ปรารถนาการหลุดพ้น
จักต้องสอบผ่านมันไปให้ได้
ท่านจึงต้องใส่ใจในเรื่องนี้กันไว้ให้มาก

ถ้าท่านยังประพฤติก้าวล่วงผู้อื่นอยู่
การก่อเวรเกี่ยวกรรมทำผิดบาปก็จะยังคงมีอยู่
จิตวิญญาณของท่านก็จักต้องเรียนรู้อยู่ต่อไป
เพราะ "สอบผ่าน" บททดสอบจิตสำนึก
เพื่อผ่านสู่ประตูแห่งการหลุดพ้นไม่ได้

การก้าวล่วงผู้อื่น
ที่เกิดได้ง่าย เกิดได้บ่อย และเกิดมากที่สุด
คือ #การล่วงเกินด้วยจิตใจ
รองลงมาก็คือ #การก้าวก่ายด้วยกายและวาจา
เพราะการกระทำทางกายกับวาจา
ล้วนมีสาเหตุมาจาก "จิตใจ" เป็นผู้ริเริ่มทั้งสิ้น

ดังนั้น
ถ้าท่านปรารถนาการหลุดพ้นแท้จริง
ในกรณีที่จะละเว้นการไม่ก้าวล่วงผู้อื่นนั้น
ท่านจักต้องระวังที่จิตของท่านให้มากที่สุด

จงอย่าปล่อยให้จิตมันสั่นสะเทือนอย่างอิสระ
แต่ท่านจงเป็นผู้ควบคุมจิตด้วยการกำหนดจิต
ให้มันสั่นสะเทือนทางอารมณ์รู้สึกนึกคิด
ในแบบที่ท่านเองต้องการเท่านั้น
จงเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ #กำหนดจิต
จงอย่ายอมให้จิตเป็นผู้ #บงการท่าน

จงอย่าปล่อยให้จิตสั่นสะเทือนเอง
โดยท่านต้องยอมทำตามความต้องการของจิตอีกเลย
โอกาสที่ท่านจะผิดบาปกับการก้าวล่วงผู้อื่นนั้น
มันจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายยิ่ง

เรื่องความผิดบาปด้วยการก่อกรรมด้านลบทางจิตนั้น
แม้คนที่ท่านล่วงเกินหรือคนอื่นๆเขาจะไม่ล่วงรู้
แต่จิตวิญญาณของท่านเองและองค์จิตจักรวาล
ต่างก็รับรู้ความผิดบาปนั้นอย่างชัดเจนอยู่
จิตวิญญาณของท่านจึงต้องรับผิดชอบมัน
โดยมิอาจปิดบัง อำพราง หรือหลีกเลี่ยงได้

ยิ่งถ้าท่านคิดลบแล้วกระทำลบต่อผู้อื่น
ซึ่งเขาคนนั้นสามารถสัมผัสรู้ดูเห็น
การกระทำที่ไม่ดีงามของท่านได้อย่างชัดเจนแล้ว
#การเกี่ยวกรรมกันกับผู้อื่ ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมาก

เพราะการฝากรอยแค้นให้ผู้อื่นเคียดแค้นท่าน
การฝากความโกรธเคืองให้ผู้อื่นเขาชิงชังท่าน
มันคือ #การเกี่ยวกรรมสัมพันธ์ ที่ต้องมีการแก้ไข
โดยอาจต้องใช้เวลาเป็น 1 ภพชาติหรือมากกว่า
ซึ่งท่านผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจักต้องระวังไว้

จงอย่าเป็นคนทำอะไรมักง่าย
จงอย่าเป็นคนปากพล่อย พูดโพล่ง หรือปากโป้ง
จงอย่าเป็นคนหูเบา หูหาเรื่อง
จงอย่าเป็นคนใจเบา เช่น ขี้ระแวง ขี้หวง ขี้หึง
จงอย่าเป็นคนแส่ สอด เสือก เรื่องของคนอื่น

ซึ่งท่านจะรักษาคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ได้
จักต้องใช้ #มหาสติ ตามมรรควิถีจิตจักรวาลเท่านั้น

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
9-08-2016

หมายเหตุ:

ถ้าท่านอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว
หากท่านเกิดอคติบางประการต่อเรา
นี่ก็เท่ากับว่าท่านได้ล่วงเกินเราแล้วเหมือนกัน