วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เคล็ดลับการเพิ่มพลัง ให้แก่จิตวิญญาณตัวเอง


 
 
 
พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย
การทำบุญสุนทานนั้น
จะได้บุญมากหรือน้อยมิได้ขึ้นอยู่กับว่า

1.ท่านทำบุญทำทานกับใคร
2.จำนวนทรัพย์สิ่งของที่ทำว่ามีค่ามากน้อยแค่ไหน
3.จำนวนเงินทองที่ทำว่าจะมากหรือน้อยเพียงใด
4.จำนวนคนที่รู้ว่าท่านทำบุญนั้นมีจำนวนเท่าไหร่
5.ท่านทำแล้วอธิษฐานร้องขอสิ่งตอบแทนเป็นมั้ย

แต่การทำบุญสุนทานนั้น
จะได้บุญมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่า

1.ท่านทำด้วยจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้หรือไม่
2.ท่านทำด้วยน้ำใสใจจริงหรือไม่
3.ท่านทำโดยไม่ร้องขอสิ่งตอบแทนได้หรือไม่
4.ท่านทำบุญทำทานอย่างมีเงื่อนไขหรือเปล่า
5.ท่านมีความสุขใจมากๆขณะที่กำลังทำอยู่หรือไม่
6.เมื่อได้ทำบุญแล้วท่านมีความสุขที่ได้ทำไปหรือไม่

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ทุกครั้งที่ท่านทำบุญทำทานหรือสร้างกุุศลนั้น
มันคือการ "ชาร์จ" พลังงานจิตใต้สำนึก
อันเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณของท่าน
ให้ได้รับการเติมเต็มจากที่ท่านใช้ไปในแต่ละวัน
ให้มีความสมดุลและสมบูรณ์พร้อมอยู่เสมอ
เพื่อให้การเป็นคนสองมิติของท่าน
มีพลังอำนาจล้นเปี่ยมอยู่เสมอนั่นเอง

เคล็ดลับของการเพิ่มพลังให้แก่จิตวิญญาณ
เมื่อท่านทำบุญสุนทานนั้น
มันมิได้ขึ้นอยู่กับ "พิธีกรรม" หรือ "วิธีการ"
แต่มันอยู่ที่ "จิตใจ" ของท่านต่างหาก

พิธีกรรม หรือ วิธีการ หรือ อื่นๆ
มันล้วนแล้วแต่เป็นเพียงกุศโลบาย
เพื่อการเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า "บุญ"
หรือ "พลังอำนาจทางจิตวิญญาณ" เท่านั้นเอง
ถ้าท่านสามารถเข้าถึงแรงสั่นสะเทือนสูงสุด
ของจิตสำนึกทางด้านบวกได้มากเท่าใด
พลังบุญพลังบวกก็จักเพิ่มขึ้น
ในจิตวิญญาณของท่านได้มากเท่านั้น

การทำบุญจึงจำต้องอาศัย

1.สติปัญญา
2.ความศรัทธา
3.ความปรารถนาที่จะให้
4.ความไม่มีเงื่อนไขในการทำบุญนั้น

ทั้ง 4 ประการนี่ต่างหากท่านทั้งหลาย
ดวงจิตธรรมญาณของท่านจึงจะได้รับประโยชน์
จากการทำบุญกุศลของท่านแต่ละครั้ง
ได้อย่างเต็มกอบเต็มกำเลยทีเดียว

โดยท่านสามารถวัดว่าท่านได้บุญมากหรือน้อย
ในการทำบุญทำทานแต่ละครั้ง
จาก "ความปีติสุข" หรือ ความอิ่มเอิบเบิกบาน
ที่มันกำลังสั่นสะเทือนอยู่ในจิตใจท่านเองนั่นแหละ

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
21-07-2016

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พลัง จิตใต้สำนึก (2)


 
 
 
 
เราเชื่อว่าท่านทั้งหลาย
คงได้ทำความรู้จักกับพลังอำนาจทางจิตวิญญาณ
ซึ่งชาวโลกเรียกกันว่า "พลังจิตใต้สำนึก"
ที่ตัวท่านเองล้วนมีอยู่กันมากขึ้นบ้างแล้วนะว่า
ท่านจะไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงกระบวนการไม่ได้

เพราะมันเป็น "พลังอำนาจทางจิตวิญญาณ"
ที่จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านเป็นผู้ใช้มัน
เพื่อคอยสั่นสะเทือนตามจิตสำนึกของท่าน
ในกระบวนการหมุนธรรมจักรหรือกรรมจักรเท่านั้น

ถ้าท่านใช้วิธีฉ้อฉลจิตใต้สำนึก
เพื่อหมายเอาพลังอำนาจพิเศษมาใช้ประโยชน์
ด้วยวิธีการที่ผิดธรรมชาติหรือด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง
นั่นเท่ากับว่าตัวท่านเป็นเหตุให้จิตวิญญาณของท่าน
ไม่สามารถทำสามเหลี่ยมกับพระผู้เป็นเจ้า
ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณของตนเองได้
จิตวิญญาณของท่านและตัวท่านเอง
จึงเสมือนถูกตัดขาดความสัมพันธ์กับพระองค์ไปทันที

เพราะเหตุว่าจิตใต้สำนึกของท่าน
มัวแต่สั่นสะเทือนเพื่อตอบสนองในสิ่งที่ท่านต้องการ
อย่างงุ่นง่านงมงายอยู่แต่ในระบบโลก
ซึ่งเป็นการให้บำเหน็จรางวัลแก่ตัวท่านเองโดยแท้

แทนที่จะส่งคลื่นพลังแห่งจิตใต้สำนึก
ขึ้นไปกราบพระบาทถวายรายงานต่อพระองค์
ณ จุดศูนย์กลางแห่งมหาจักรวาลนอกระบบเอกภพ
ในความดีงามใดๆที่ท่านได้กระทำอยู่นั้น
เพื่อพระองค์จะได้ประทานบำเหน็จอันเหมาะสม
ให้แก่ท่านด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง
จึงนับว่าน่าเสียดายเป็นที่ยิ่ง

การแทรกแซงกระบวนการทางจิตใต้สำนึก
ที่ทำให้มนุษย์ขาดการติดต่อกับพระบิดาก็คือ
การสั่นสะเทือนจิตสำนึกเพื่อทำความดีงามใดๆ
แล้วตั้งเป้าหมายว่าต้องการจะได้รับสิ่งตอบแทน
จากการกระทำความดีงามของท่านนั้น

เพราะสิ่งตอบแทนความดีที่ท่านทำแล้วร้องขอนั้น
ส่วนใหญ่จะเป็นความสำเร็จ ความร่ำรวย
ความมีโชคลาภ ความสมหวัง หรือความแคล้วคลาด
โดยที่สิ่งเหล่านี้นั้นมันเป็นเรื่องทางโลก
พระเจ้าหรือพระบิดาทรงประทานให้ท่านไม่ได้
เพราะในแดนสุญตาของพระองค์ "ไม่มี" จะให้ท่าน

พระองค์ทรงมีเพียงความรู้ ความรัก
ความจริงหรือข้อสัจธรรม และหน้าต่างแห่งโอกาส
ที่พร้อมจะประทานให้แก่บุตรที่ดีทั้งหลาย
ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองเท่านั้น

นอกจากนั้นเพราะท่านทั้งหลา
ได้ตัดขาดการติดต่อกับพระบิดามายาวนาน
จึงยังผลให้พลังอำนาจทางจิตวิญญาณ
ที่เรียกว่าพลังแห่งจิตใต้สำนึกของท่าน
รังแต่จะลดน้อยถอยลงไปทุกทีด้วย
เนื่องจากใช้ไปแล้วมิได้รับการเติมเต็ม

ท่านจึงมีอาขุขัยของกายสังขารสั้นลง
ท่านจึงมีระดับสติปัญญาตกต่ำลง
ท่านจึงมีปัญหาในการรวมจิตหยาบกับกายหยาบ
ให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตวิญญาณตนเอง เป็นต้น

ความเสื่อมทั้งสามประการที่กล่าวมานี้
มันคือคุณสมบัติด้านลบของมนุษย์โลกเสรี
ที่ยังผลให้ท่านล้วนสอบตกบททดสอบจิตสำนึก
ที่ยังผลให้ท่านนำพาจิตวิญญาณหลุดพ้นไม่สำเร็จ

เราจึงจะขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ถ้าท่านทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมดีงามเมื่อไหร่
ขอเพียงกำหนดวัตถุประสงค์ในการกระทำให้ชัด
แล้วคิดค้นหาวิธีการปฏิบัติ
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้นก็พอแล้ว
โดยมิพักต้องตั้ง "เป้าหมาย" หรอกว่า
ถ้าทำแล้วท่านจะได้อะไร จะได้เท่าไหร่
จะได้บำเหน็จนั้นเมื่อใด เป็นต้น

โดยใช้หลัก PARINYA MODEL
ว่าด้วย 3 เต็มดังนี้ คือ ...............

1.ทำให้ "เต็มที่" หรือเต็มพลังสามารถ
2.ทำให้ "เต็มเวลา" เท่าที่มีให้ท่านทำ
3.ทำอย่าง "เต็มใจ" ที่จะทำ
ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลินกับการกระทำนั้น

จงจำไว้ว่าถ้าท่านต้องการผลลัพธ์ คือ 2
ท่านก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปอยากได้ 2
ด้วยการเอาจิตใจไปจดจ่ออยู่กับ 2 เลย
สิ่งที่ท่านสมควรทำก็คือใช้สติปัญญาคิดค้น
เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า
ท่านต้องเอาอะไรบวกกับอะไรจึงจะได้ 2

แปลว่าท่านจะต้องให้ความสำคัญกับ "วิธีการ"
ที่จะให้ได้มาซึ่ง "ผลลัพธ์" ที่ต้องการคือ 2 นั้น
มิใช่มุ่งเน้นแต่ "ผลลัพธ์" ที่ต้องการ
โดยไม่ใส่ใจวิธีการที่จะได้มันมา

ดังเช่นท่านอยากรวยด้วยการเอาแต่ถามตนเองว่า
"เมื่อไหร่ฉันจะรวยกับเขาซะทีนะ"
แทนที่จะถามหาวิธีที่จะทำให้ท่านรวย
ท่านย่อมไม่มีวันรวยกับเขาได้หรอก
เพราะจิตใต้สำนึกไปหาความรวยมาให้ไม่ได้
มันไม่รู้จักและไม่เข้าใจว่าตัวรวยหน้าตาเป็นไง

ใครปรารถนาจะเรียนรู้เรื่องจิตใต้สำนึกต่อ
ก็ชูมือขึ้นอีกครั้งก็แล้วกันนะ

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
13-07-2016

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พลัง "จิตใต้สำนึก"








เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
พลังอำนาจจาก "จิตใต้สำนึก" ของท่าน
เป็นพลังงานที่สองตาเปล่าของท่านมองไม่เห็น
ซึ่งท่านจะรู้ว่าพลังงานชนิดนี้มีจริงก็ต่อเมื่อ
พลังจิตใต้สำนึกของท่าน
ได้น้อมนำเอาสิ่งที่ท่านต้องการมาให้แล้วเท่านั้น

ต่างจากพลังอำนาจของ "จิตสำนึก" ของท่าน
มันจะต้องกระทำผ่าน "กายกรรม" และ "วจีกรรม"
จึงจะสามารถน้อมนำสิ่งที่ท่านต้องการมาให้ได้
โดยท่านสามารถตรวจสอบพิสูจน์หรือวัดผล
วิธีการหรือกระบวนการกระทำทางกายและวาจาได้
ในทุกขั้นตอน ทุกเวลา จนกระทั่งสิ้นสุด
เพื่อรับเอาผลสำเร็จที่ท่านต้องการ
จากการกระทำใดๆของท่านนั้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

หากเราจะกล่าวให้ชัดเจนก็หมายความว่า
พลังอำนาจของ "จิตสำนึก" เป็นเรื่องทางโลก
ที่ท่านทั้งหลายสามารถสั่งการ บงการ
ควบคุมทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามที่ต้องการได้

แต่พลังของ "จิตใต้สำนึก"
มันเป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ
ซึ่งท่านทั้งหลายจะไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยว
หรือแทรกแซงกระบวนการโดยตรงได้
ท่านจะต้องกระทำผ่าน "จิตสำนึก" เท่านั้น

ท่านคงจดจำที่เราเคยกล่าวเอาไว้ว่า
"จิตใต้สำนึก" เป็นเครื่องมือของ "จิตสำนึก"
พระบิดาแห่งจิตวิญญาณทรงกำหนดเอาไว้อย่างนี้
แปลความได้ว่าขณะที่ท่านกำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม
ด้วย "จิตสำนึก" ของกายหยาบของท่านนั้น
"จิตใต้สำนึก" คือ จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านเอง
ก็จะสั่นสะเทือนไปตามจิตสำนึกของท่านด้วย
เพื่อใช้พลังอำนาจทางวิญญาณภายในตนเอง
ไปน้อมนำเหนี่ยวรั้งอะไรก็ตาม
ที่จิตสำนึกของท่านต้องการเอามาให้ท่านเสมอ

การปฏิบัติตนไปตามธรรมชาติแบบนี้
ไม่ต่างจากรถยนต์ที่ติดเครื่องยนต์แล้วแล่นไป
แบ็ตเตอรี่ที่ถูกใช้พลังงานไฟไปแล้ว
จากการสตาร์ทเครื่องยนต์และจ่ายไฟเลี้ยงระบบ
มันจะไม่มีวันหมดพลังไฟแน่นอน
เพราะมันจะได้รับการชาร์จไฟเข้าแบ็ตจนเต็มเสมอ

ถ้าจิตใต้สำนึกของท่าน คือ แบ็ตเตอรี่
การสั่นสะเทือนทางจิตสำนึกในชีวิตท่าน
เพื่อการแสดงออกหรือกระทำใดๆก็ตาม
จึงไม่ต่างจากเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่ติดเครื่องอยู่
มันก็จะทำการชาร์จพลังให้กับจิตใต้สำนึก
อยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

แต่ถ้าท่านใช้จิตหยาบ
เจาะไชเข้าไปยังจิตใต้สำนึก
ซึ่งเป็นพลังทางจิตวิญญาณของตัวท่านเอง
ให้สั่นสะเทือนเพื่อตอบสนองในสิ่งที่ท่านต้องการ
โดยวิธี "ฉ้อฉล" ด้วยการแทรกแซงกระบวนการ
ซึ่งผิดไปจากธรรมชาติที่พระบิดาทรงกำหนดไว้

พลังอำนาจของจิตใต้สำนึกที่ว่านี้
แม้ท่านจะขับเคลื่อนมันออกมาได้จริงๆก็ตาม
แต่ถ้าท่านนำมันออกมาใช้จำนวนมากเท่าใด
พลังจิตใต้สำนึกของท่านก็จะถูกริบคืนไปเท่านั้น
เปรียบดั่งแบ็ตเตอรี่ที่ใช้พลังไฟไปเท่าใด
พลังไฟก็จะหมดไปเป็นจำนวนเท่านั้นนั่นแหละ

เราจึงขอเตือนท่านทั้งหลายว่า
จงอย่าหาวิธีฉ้อฉลกระบวนการใช้พลังจิตใต้สำนึก
ด้วยวิธีก้าวล่วงหลอกลวงจิตวิญญาณตนเองเลย
เพราะมันได้ไม่คุ้มเสียหรอก
เพียงแค่ท่านสั่นสะเทือนจิตสำนึกให้ถูกต้อง
จิตใต้สำนึกของท่านก็จะสั่นสะเทือนตาม
เพื่อทำหน้าที่ช่วยท่านให้ประสบผลสำเร็จ
ในมิติทางพลังงานด้านของแก่นแท้กันอยู่แล้ว

ท่านจะต้องระลึกไว้เสมอว่า
พลังงานทางจิตวิญญาณของท่าน
ที่เรียกว่า "พลังจิตใต้สำนึก" ที่ว่านี้นั้น
เป็นพลังงานแห่งชีวิตของท่าน
ที่จะช่วยให้ท่านประสบผลสำเร็จในทุกสิ่ง
ทั้งในมิติโลกและมิติของจิตวิญญาณ
ทั้งด้านดีสุดๆและด้านเลวสุดๆ
เพราะจิตใต้สำนึกทำตามที่จิตสำนึกต้องการ
เขาไม่อาจแยกแยะได้ว่าไหนดีไหนชั่วหรอก

ใครอยากเรียนรู้ต่อ
เห็นที่จะต้องขอให้ยกมือขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้วล่ะนะ

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
11-07-2016