วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม กรณี "รับรู้ ไม่รับเอา"




ธรรมวิถีแห่งจิตจักรวาล:
ตอน ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม
กรณี "รับรู้ ไม่รับเอา"
******************************
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
1 ใน 3 ของมหาสตินั้น คือ การมีสติ
และการมีสติก็คือ
"เมื่อรับรู้ แล้วไม่รับเอา"
ซึ่งการรับรู้แล้วไม่รับเอานี่แหละ
ที่จะช่วยให้ท่าน
อยู่เหนืออารมณ์หยาบๆรายวันได้
เพราะไม่ตกเป็นทาสของการยั่วยุ
การก่อเวรเกี่ยวกรรมกับผู้อื่นในชีวิตประจำวันนั้น
ล้วนเกิดจากการสั่นสะเทือนในจิตใจตนเอง
เป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดด้านลบต่อผู้อื่นทั้งสิ้น
ซึ่งเราได้พยายามอธิบายความจริงเชิงอภิปรัชญา
ให้ท่านทั้งหลายได้เรียนรู้และระมัดระวังกันตลอดมา
หน้าที่ของพวกท่านที่จะทำตนเอง
ให้อยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้อย่างหนึ่งก็คือ
จะต้องไม่ตกเป็นทาสการยั่วยุของผู้อื่น
โดยยอมให้ตนเองเสียสมดุลทางจิตใจง่ายเกินไป
มรรควิถีแห่งจิตจักรวาลนั้น
เราได้แนะเน้นให้ท่านทั้งหลาย
ฝึกเป็นผู้ "มีสติ" ให้เข้มแข็งไว้
โดยไม่ให้ตกเป็นทาสของการยั่วยุ
ด้วยการ "รับรู้ แล้วไม่รับเอา"
การรับรู้แล้วไม่รับเอา
หมายถึง.....
1.เมื่อมีใครกระทำไม่ถูกต้องต่อตัวท่าน
เช่น พูดไม่ดี หรือทำไม่ถูกต้องต่อท่าน
ท่านก็จักต้องไม่รับเอามันมาเป็นเงื่อนไข
ที่จะทำให้จิตใจของท่านเสียสมดุลไป
จนเกิดการสั่นสะเทือนทางอารมณ์รู้สึกเป็นลบ
แล้วนำไปสู่การนึกลบ คิดลบ กระทำลบ
ตอบสนองเขาคนนั้นกลับไปเด็ดขาด
2.การไม่รับเอา หมายความว่า
ถ้าท่านได้รับรู้แล้วว่าเขาพูดอะไร ทำอะไรต่อท่าน
ก็ขอให้ท่านจงอย่านำเอาสิ่งนั้นมาเป็นเงื่อนไข
ทำลายความสมดุลในจิตใจของท่านเอง
คำพูดหยาบคาย คำกล่าวร้ายๆแรงๆของเขา
หรือการกระทำบางสิ่งที่เกินเลยต่อท่านไป
แม้มันล้วนชวนให้ท่านเสียสมดุลทางอารมณ์
ท่านก็จักต้องไม่ควรใส่ใจ
ในสิ่งเหลวไหลไร้สาระของเขาเหล่านั้น
3.หน้าที่ของท่านก็คือ
เมื่อได้สัมผัสรับรู้ดูเห็นการกระทำของเขาแล้ว
จักต้องคัดแยกแจกแจงด้วยสติปัญญาในทันทีว่า
อะไร คือ "สาระ" อะไร คือ "ขยะ"
ถ้าเป็นสาระรับรู้แล้วก็ให้รับเอาไว้เพราะมีประโยชน์
แต่ถ้าเป็นขยะเมื่อรับรู้แล้วก็ควรเขวี้ยงทิ้งไป
อย่าไปใส่ใจให้เสียเวลาหรือเสียอารมณ์
เพราะมันเป็นสิ่งไร้ประโยชน์หรือไร้ค่านั่นเอง
4.กรณีที่มีใครกระทำไม่ถูกต้องต่อตัวท่าน
แทนที่ท่านจะโกรธมันคนนั้นมากๆ
ก็ให้ท่านค้นหา "สาระ" ของเขาให้พบว่า
เขาทำไม่ดีกับท่านทำไม
อะไรเป็นเหตุให้เขาทำไม่ดีต่อตัวท่าน
ท่านควรจะตอบสนองการกระทำของเขาอย่างไรดี
จึงจะไม่มีปัญหาต่อเนื่อง เป็นต้น
อันคำพูดไม่เพราะหู
อันกิริยาท่าทางยียวนกวนประสาท
สิ่งเหล่านี้ล้วน "ไร้สาระ" สำหรับท่าน
หากท่านไปใส่ใจรับเอามา
มันก็จะเป็นปัญหาทางอารมณ์ในจิตใจท่านทันที
ซึ่งมันมิได้มีสาระประโยชน์อันใดเลย
ซึ่งการปฏิบัติตนในการคัดแยก
ระหว่างสาระกับสิ่งไร้สาระดังว่านี้
มันเป็นการใช้หลักของ "ไก่โมเดล" ดีๆนี่เอง
ลองสังเกตวิธีการดำเนินชีวิตของไก่ดูสิ
ไก่จะใช้สองเท้าคุ้ยเขี่ยดินทราย
คัดแยกสิ่งที่ไร้สาระประโยชน์ออกไป
โดยใส่ใจค้นหาแต่เมล็ดข้าวหรือชิ้นอาหาร
อันเป็นสาระประโยชน์สำหรับตน
ซึ่งเจือปนอยู่กับดินทรายที่ไร้สาระเท่านั้น
โดยที่ไก่ไม่เคยเสียอารมณ์
ไปกับการเสียแรงเสียเวลาในการคุ้ยเขี่ย
เพื่อค้นหาสาระที่มีปริมาณน้อยกว่าสิ่งไร้สาระเลย
5.ดังนั้น...
เมื่อชายหนุ่มเบอร์ 2 ในภาพประกอบ
ได้สั่นสะเทือนจิตใจด้านลบ
จนก่อให้เกิดมวลพลังงานกรรมด้านลบขึ้น
แล้วเหวี่ยงมันออกมาภายนอกร่างกาย
อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
โดยที่เป้าหมายของเขาคือ สาวเบอร์ 1 นั้น
เพราะว่าสาวเบอร์ 1 เธอครองมหาสติได้เข้มแข็ง
สภาวะจิตของเธอจึงสั่นสะเทือนเป็นบวก
ด้วยความสงบและสมดุลอยู่ในตนเอง
อีกทั้งเธอก็ยังฉลาดพอที่จะเลือกรับรู้ว่า
หนุ่มเบอร์ 2 นั้นมีอะไรที่เป็นสาระอันควรใส่ใจได้บ้าง
โดยที่เธอจะต้องมองข้ามพฤติกรรมขยะอันไร้สาระ
จำพวกความเกรี้ยวกราด
ความก้าวร้าว
ความสามหาว
ความไม่เอาไหน
และอื่นๆ
ซึ่งเปรียบได้ดั่งเม็ดกรวดเม็ดทราย
ที่ไร้สาระสำหรับ "ไก่"
เพราะมิใช่อาหารของไก่โดยแท้
6.การที่ท่านอยู่ในสังคมคนหมู่มากนั้น
โอกาสที่คนรอบข้างทั้งใกล้ไกล
จะหยิบยื่นขยะห่อสาระเอาไว้
มาให้ท่านได้ชื่นชมหรือทดสอบนั้น
มันมิใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
แต่มันแปลกก็ตรงที่ว่า
อันทุกท่านน่ะล้วนปรารถนา
ความมีสาระในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น
แต่ในการดำเนินชีวิตกันจริงๆ
ท่านก็กลับไปคว้าเอาสิ่งไร้สาระของผู้อื่น
มาทำลายความสมดุลในจิตใจของตนแทน
จนก่อเวรเกี่ยวกรรมสร้างภพชาติใหม่
อย่างมิรู้ว่าจะสิ้นสุดยุติกันที่ตรงไหนได้
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
19-11-2015

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วัตถุประสงค์ ของชมรมจิตจักรวาลศึกษาแห่งโลก





1. ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนเข้าใจและเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระศาสดา แห่งศาสนาที่แต่ละคนนับถืออยู่นั้น โดยไม่เชิญชวนให้ท่านเปลี่ยนศาสนาโดยเด็ดขาด
 2. เราถือว่าศาสนาทุกศาสนาล้วนยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่อยู่แล้ว พวกเราจึงไม่ได้มีความคิดที่จะตั้งศาสนาใหม่หรือลัทธิใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น
 3. เรา เชื่อว่าศาสนาทุกศาสนาล้วนเป็นสากล เพราะพระธรรมคำสอนของพระศาสดาทุกพระองค์ล้วนสอนมนุษย์ให้เป็นคนดี มีความรักต่อกัน สอนให้รู้จักใช้เหตุผล สอนให้ไม่โง่และงมงาย และสอนไม่ให้ก้าวล่วงผู้อื่น (มีศีล) เหมือนกันเลย แต่ที่เราต้องเรียนรู้คำสอนรวมกันทั้งสามศาสนา เพราะพวกเราบางคนนับถือคนละศาสนากัน จึงได้นำเอาพระธรรมของแต่ละศาสดามาเติมเต็ม หรือบูรณาการให้เข้าใจกันลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั่นเอง เราจึงจำเป็นต้องใช้คำศัพท์เฉพาะที่พระศาสดาพระองค์นั้นๆ ทรงตรัสไว้ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระศาสดาพระองค์นั้นๆเป็นสำคัญด้วย มิได้มีเจตนาจะเอามาต้มยำทำแกง ตะแบงคำ อย่างที่บางคนร้อนตัวร้อนใจแต่อย่างใด และการที่เราไม่คิดบัญญัติคำใหม่ขึ้นมาแทนคำนั้นๆ ก็เพราะต้องการยืนยันว่า เรามิได้ต้องการสร้างลัทธิใหม่หรือตั้งศาสนาใหม่ หรือต้องการทำลายศาสนาดีๆ ที่มีอยู่อย่างที่บางคนคิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น (เรื่องนี้สมาชิกของเราทุกคน ยืนยันได้ว่าจริงอย่างที่เรากล่าวมาใช่มั้ย?) หากใครจะสร้างลัทธิใหม่ศาสนาใหม่จริงๆแล้วยังดันไปลอกเลียนคำศัพท์คำสอนของ พระศาสดาพระองค์อื่นๆ นั้น แค่คิดก็น่าอายแล้ว และคงไม่มีใครโง่ไปเชื่อตามแน่ๆ เพราะทุกท่านล้วนมีภูมิปัญญาทั้งนั้น
 4. สิ่ง สุดท้ายที่อยากกราบเรียนท่านผู้เจริญทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ก็คือ พระผู้ทรงเป็นองค์ความรู้ของเรา คือ องค์จิตจักรวาลนั้น พวกเราเรียกพระองค์ท่านว่า พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับลัทธิไหนศาสนาใดทั้งสิ้น พระองค์ทรงเป็นเพียงองค์ความรู้ของพวกเรา ที่ช่วยเมตตาสื่อสอนให้พวกเราได้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ และทรงสอนให้พวกเราได้คิด คิดได้ และคิดเป็น เพื่อทำความเข้าใจในข้อธรรมะของพระศาสดาแต่ละพระองค์ให้กระจ่างมากขึ้นแทน ที่จะงมงาย และยึดติดอยู่กับสัญลักษณ์หรือพิธีกรรม โดยที่พระองค์มิใช่ศาสดาใหม่ของโลกที่จะมาทำลายศาสนาไหนๆ ทั้งสิ้น เพราะพระองค์ทรงเป็นที่สุดแห่งที่สุดอยู่แล้ว
 5. พวกเราทุกคนเชื่อว่า พระศาสดาพระองค์ต่อไปก็คือ พระศาสดาศากยมุณีศรีอริยเมตไตรย์ เท่านั้นครับ
 6. พวกเรายินดีต้อนรับศาสนิกชนคนประพฤติธรรมทุกคน ที่พร้อมจะยกระดับสติปัญญา พัฒนาจิตสำนึกร่วมกัน ไม่ว่าท่านจะรับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม เพื่อจะช่วยกันปฏิบัติตามปริศนาธรรมของพระพุทธองค์ที่ว่า "เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เราคือโลก โลกคือเรา" อย่างเป็นรูปธรรมกันจริงๆ เสียที แทนที่จะมีดีแต่ที่ปากเท่านั้น
 7. จง อย่าระแวงพวกเราเลยเพราะจะเกิดทุกข์ใจโดยเปล่าดาย ติดตามพฤติกรรมพวกเราไปเรื่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ท่านจะรู้จักเรามากขึ้น และอาจเป็นอีกคนหนึ่งที่สักวันท่านจะรักพวกเราเหมือนที่เรารักท่านอยู่เช่น กัน

ตักเตือน" เขาให้รู้สำนึก (รู้ตัว) กับวิธี "ติเตียน" นั้นมันต่างกันอย่างไร





ATTN: Srevipa JT
Question:
เราควรปล่อยเขาทำตัวไม่น่ารัก
โดยเราเตือนใดไม่ได้เลยหรือค๊ะ
เพราะบางครั้งยิ่งเตือนยิ่งเตลิด
หากเราเฉยต่อไปเขาจะค่อยๆเรียนรู้
หรือรู้ตัวได้เองชิมิค๊ะ


ANSWER:
ถ้าเธอต้องเจอคนที่ทำตัวไม่น่ารัก
สิ่งอันสมควรทำตามลำดับเลย (ห้ามข้ามขั้นตอน)
มีดังนี้นะ

1.เป็นหน้าที่ของเธอที่จะ..........
ต้องตัก ต้องเตือน ต้องติ ต้องติง
ต้องตอบโต้ หรือ ต้องต่อต้าน
เขาคนนั้นหรือเปล่า...

ถ้าคำตอบ คือ ไม่ใช่ "หน้าที่"
ก็จงล้มเลิกการคิดที่จะเตือนเขาเสียเถอะ
ไม่งั้นเธอจะผิดบาปเสียเองในข้อหา "ก้าวล่วง"
โอเคนะ?

2.ถ้าพบว่าเป็นหน้าที่ของเธอแน่แล้ว
ที่จะต้อง "ตักเตือน" ให้เขารู้สำนึก
เธอก็ต้องถามตนเองว่า
วิธี "ตักเตือน" เขาให้รู้สำนึก (รู้ตัว)
กับวิธี "ติเตียน" นั้นมันต่างกันอย่างไร
เธอควรเลือกใช้วิธีไหนจึงจะไม่ก่อกรรมขึ้นมาใหม่

3.คนส่วนใหญ่มักจะสับสนระหว่าง 2 คำนี้แหละ
เพราะอารมณ์ด้านลบที่ในใจ
มันจะพาปากของตนไปสู่
การระบายอารมณ์ลบออกมาเสมอ
คำกล่าวส่วนใหญ่จึงมิใช่แค่ตักเตือน
แต่มันกลายเป็นติเตียนหรือต่อต้านหรือตอบโต้เขาไป
โดยที่ตัวเองมิได้ตั้งใจ

เหตุผลก็คือ
ไม่ตรวจสอบอารมณ์ตนเองก่อนว่า
ในขณะที่จะทำหน้าที่ตักเตือนเขาอยู่นั้น
ตนเองกำลังทำให้เกิดมวลของคลื่นพลังงานกรรม
กระเพื่อมสั่นขึ้นแล้วเหวี่ยงมันออกมารอบตัวอยู่รึเปล่า

ถ้าพบว่ามันกำลังสั่นสะเทือนเป็นความขุ่นมัว
สั่นสะเทือนเป็นความโกรธขึ้งไม่พึงพอใจ
ก็ให้เธอรีบดับมันเสียให้ได้ภายใน 3 นาที!!!!!
ด้วยคาถาโดนใจ...."ปริญญาโมเดล"
โดยรหัสลับง่ายๆมีอยู่ว่า...
ช่างเขาเถอะ ไม่เป็นไร ยังไงก็ได้
แค่นี้ก็ดีแล้วววว....

4.จงจำไว้ว่า "ต้องจัดการที่ใจตนเองก่อน"
อย่าเพิ่งไปจัดการที่คนอื่น

เพียงเท่านี้เธอก็จะสามารถ
เข้าถึงความรักได้เพราะจิตว่างจากขยะแล้ว
เข้าถึงการใช้ปัญญาได้เพราะหายโง่
อันเกิดจากอารมณ์ขยะปิดกั้นการใช้ปัญญาได้แล้ว

5.ถามตนเองว่า.....
ที่เขาทำตัวไม่น่ารักให้เธอรู้เห็นอยู่นั้นน่ะ
เธอเองเป็นผู้สร้างเงื่อนไขด้วยการทำอะไร
ไม่สบอารมณ์เขาอยู่หรือเปล่า...

ถ้าพบว่าตัวเธอเองแหละ
เป็นเหตุให้เขาทำตัวไม่น่ารักอยู่ในขณะนั้น
ไม่ว่าเธอจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม
เพียงแค่เธอหยุดทำหยุดพูด
แล้วขออภัยในความผิดพลาด(ผิดบาป)
ที่กระทำต่อเขาเสียโดยพลัน

เพียงเท่านี้....พฤติกรรมของเขา
ที่เธอเห็นว่าไม่ดี อยากตักเตือน
มันจะหายไปเองเพราะเขาเลิกทำ
โดยที่เธอมิพักต้องไปยุ่งเกี่ยวอันใดกับเขาเลย

เพียงแค่ตัวเธอหยุดสร้างเงื่อนไขเสียเอง
แค่นั้นแหละนะ...

6,มนุษย์มากมายมักมองข้ามความบกพร่องของตน
แต่แลเห็นความไม่ดีงามของคนอื่นชัดแจ๋ว
เธอพึงระวัง...ตามที่กล่าวนี้ด้วย

เรื่องเล็กน้อยและง่ายๆ
จะมิต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่และยากๆ
ดังที่มนุษย์ส่วนใหญ่เขาคุ้นชินกัน

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
18-11-2015