วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

สื่อพระโอวาทจากองค์จิตจักรวาล: อนุตรธรรม: ความจริงอันสูงสุด




สื่อพระโอวาทจากองค์จิตจักรวาล: อนุตรธรรม: ความจริงอันสูงสุด:

องค์จิตจักรวาลทรงเป็นผู้ใด
 1.ทรงเป็นพระผู้อุบัติขึ้นมาด้วยพระองค์เอง ในกาลก่อนที่พระองค์จะทรงอุบัติขึ้นนั้น  ภายในจักรวาลซึ่งเป็นสนา... 1. ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนเข้าใจและเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระศาสดา แห่งศาสนาที่แต่ละคนนับถืออยู่นั้น โดยไม่เชิญชวนให้ท่านเปลี่ยนศาสนาโดยเด็ดขาด
 2. เราถือว่าศาสนาทุกศาสนาล้วนยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่อยู่แล้ว พวกเราจึงไม่ได้มีความคิดที่จะตั้งศาสนาใหม่หรือลัทธิใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น
 3. เรา เชื่อว่าศาสนาทุกศาสนาล้วนเป็นสากล เพราะพระธรรมคำสอนของพระศาสดาทุกพระองค์ล้วนสอนมนุษย์ให้เป็นคนดี มีความรักต่อกัน สอนให้รู้จักใช้เหตุผล สอนให้ไม่โง่และงมงาย และสอนไม่ให้ก้าวล่วงผู้อื่น (มีศีล) เหมือนกันเลย แต่ที่เราต้องเรียนรู้คำสอนรวมกันทั้งสามศาสนา เพราะพวกเราบางคนนับถือคนละศาสนากัน จึงได้นำเอาพระธรรมของแต่ละศาสดามาเติมเต็ม หรือบูรณาการให้เข้าใจกันลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั่นเอง เราจึงจำเป็นต้องใช้คำศัพท์เฉพาะที่พระศาสดาพระองค์นั้นๆ ทรงตรัสไว้ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระศาสดาพระองค์นั้นๆเป็นสำคัญด้วย มิได้มีเจตนาจะเอามาต้มยำทำแกง ตะแบงคำ อย่างที่บางคนร้อนตัวร้อนใจแต่อย่างใด และการที่เราไม่คิดบัญญัติคำใหม่ขึ้นมาแทนคำนั้นๆ ก็เพราะต้องการยืนยันว่า เรามิได้ต้องการสร้างลัทธิใหม่หรือตั้งศาสนาใหม่ หรือต้องการทำลายศาสนาดีๆ ที่มีอยู่อย่างที่บางคนคิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น (เรื่องนี้สมาชิกของเราทุกคน ยืนยันได้ว่าจริงอย่างที่เรากล่าวมาใช่มั้ย?) หากใครจะสร้างลัทธิใหม่ศาสนาใหม่จริงๆแล้วยังดันไปลอกเลียนคำศัพท์คำสอนของ พระศาสดาพระองค์อื่นๆ นั้น แค่คิดก็น่าอายแล้ว และคงไม่มีใครโง่ไปเชื่อตามแน่ๆ เพราะทุกท่านล้วนมีภูมิปัญญาทั้งนั้น
 4. สิ่ง สุดท้ายที่อยากกราบเรียนท่านผู้เจริญทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ก็คือ พระผู้ทรงเป็นองค์ความรู้ของเรา คือ องค์จิตจักรวาลนั้น พวกเราเรียกพระองค์ท่านว่า พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับลัทธิไหนศาสนาใดทั้งสิ้น พระองค์ทรงเป็นเพียงองค์ความรู้ของพวกเรา ที่ช่วยเมตตาสื่อสอนให้พวกเราได้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ และทรงสอนให้พวกเราได้คิด คิดได้ และคิดเป็น เพื่อทำความเข้าใจในข้อธรรมะของพระศาสดาแต่ละพระองค์ให้กระจ่างมากขึ้นแทน ที่จะงมงาย และยึดติดอยู่กับสัญลักษณ์หรือพิธีกรรม โดยที่พระองค์มิใช่ศาสดาใหม่ของโลกที่จะมาทำลายศาสนาไหนๆ ทั้งสิ้น เพราะพระองค์ทรงเป็นที่สุดแห่งที่สุดอยู่แล้ว
 5. พวกเราทุกคนเชื่อว่า พระศาสดาพระองค์ต่อไปก็คือ พระศาสดาศากยมุณีศรีอริยเมตไตรย์ เท่านั้นครับ 6. พวกเรายินดีต้อนรับศาสนิกชนคนประพฤติธรรมทุกคน ที่พร้อมจะยกระดับสติปัญญา พัฒนาจิตสำนึกร่วมกัน ไม่ว่าท่านจะรับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม เพื่อจะช่วยกันปฏิบัติตามปริศนาธรรมของพระพุทธองค์ที่ว่า "เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เราคือโลก โลกคือเรา" อย่างเป็นรูปธรรมกันจริงๆ เสียที แทนที่จะมีดีแต่ที่ปากเท่านั้น
 7. จง อย่าระแวงพวกเราเลยเพราะจะเกิดทุกข์ใจโดยเปล่าดาย ติดตามพฤติกรรมพวกเราไปเรื่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ท่านจะรู้จักเรามากขึ้น และอาจเป็นอีกคนหนึ่งที่สักวันท่านจะรักพวกเราเหมือนที่เรารักท่านอยู่เช่น กัน

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2558



เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
คุณครู "น้องหมา" แม้จะถูกเจ้าของ
ทำการแปลงร่างสร้างรูปลักษณ์ให้เขาอย่างไร
แต่หัวใจของเขาก็ยังเป็น "หมา" อยู่อย่างนั้น
แม้กายจะเปลี่ยนไป
แต่จิตใจ (น้องหมา)ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ทำไมผู้คน......
พอมีลาภยศสรรเสริญประดับกายเข้าหน่อย
หัวใจคนมันจึงเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างง่ายดายนัก
ความรักที่เคยมี
ความดีที่เคยมา
ใยต้องเสื่อมสลายหายไป
พร้อมกับกายที่เปลี่ยนแปลงกันด้วยเล่า
มันเป็นเพราะ "ความหลง" ในรูปเงาของตนนั่นแหละนะ
คงต้องถอดเปลือกปรุงแต่งภายนอกที่รุงรังออกให้หมดก่อน
ใครหลายๆคนจึงจะสะท้อน
ธาตุแท้ในความเป็นคนของตนออกมาได้
เอเมน....สาธุ.....
ป.วิสุทธิปัญญา
16-01-2015

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

ทำไมมนุษย์โลกจึงไม่รักกัน





มีผู้ถามเราว่า.....
ทำไมมนุษย์โลกจึงไม่รักกัน
เราจึงจะกล่าวความจริงให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า
สาเหตุมีดังนี้.......

1.เพราะทุกคนจดจำไม่ได้ว่า "หน้าที่" ของพวกท่าน
คือ มาเกิดเพื่อรักกันแล้วแบ่งปันพลังงานความรัก
จากจิตสำนึกในรูปของพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กให้โลก
เพื่อช่วยค้ำจุนโลกให้สมดุล เพราะถูกอำนาจแม่เหล็กโลก
ปิดบังมิติไว้มิให้ล่วงรู้นั่นเอง

2.เพราะทุกคนไม่รู้ว่าการปฏิบัติดีปฏิบัติชั่วต่อกัน
ในชีวิตประจำวัน มันคือการหยิบยื่นบททดสอบจิตสำนึก
ให้แก่กันและกัน ตามแผนการที่จิตวิญญาณของพวกท่าน
ต่างตกลงใจเขียนบทละครนั้นๆกันมาเองว่า จะใช้บทละคร
ดีๆร้ายๆ เป็นเงื่อนไขเพื่อให้อีกฝ่ายสั่นสะเทือนจิตสำนึก
ด้านบวกเป็นความรักให้ได้

3.เพราะพวกท่านไม่รู้ว่าบทบาทของผู้ดีผู้ร้าย
ที่แสดงต่อกันอยู่ทุกวันๆนั้นมันคือ "บทละคร" มิใช่เรื่องจริง
ทุกคนพากันเข้าใจผิดต่างคิดว่าเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น
เพราะต่างคนต่างเล่นกันสมจริงสมบทบาทเป็นอย่างยิ่ง
การต่อสู้ ตอบโต้ ต่อต้านกันจึงเกิดขึ้นจริงๆ

4.เพราะมนุษย์มีจริตผิดๆคือ
ถือตัวตนของตนสำคัญเหนือใคร
ยึดถือตนเองเป็นใหญ่ โดยติดนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก
ทั้งๆที่นิสัยเด็กในการคิดถึงตนเองก่อนผู้อื่นนั้น
มันเป็นแค่เพียงสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอด

พอเติบใหญ่ก็หยิบฉวยเอาสัญชาตญาณวัยเด็กมาใช้
ทั้งๆที่เลยวัยนั้นไปแล้ว
ควรจะใช้สติปัญญญาของสมองแทนได้แล้ว
แต่มนุษย์ก็ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ

เนื่องจากการยึดถือตนเองเป็นสำคัญนี่แหละ
มนุษย์จึงเอาแต่ใจตนเอง
ใช้อารมณ์ของตนเอง
ยึดแนวคิดของตนเอง
ยึดสันดานของตนเอง
แล้วเที่ยวใช้มันชี้วัดตัดสินคนอื่น
และใช้มันขับเคลื่อนพฤติกรรมของตนในชีวิตประจำวัน
เสียจนเคยตัว....

5.เรียนธรรมะแต่ไม่เข้าถึงธรรมะ
เพราะยังใช้ปัญญาญาณของสมองซีกขวาไม่ได้
เนื่องจากขาดการฝึกฝนตนเอง
เก่งแต่หาข้อธรรมะมาท่องจำหรือมาทำตาม
แต่ก็ทำด้วยความไม่เข้าใจแท้จริง

วันๆจึงมีแต่คิดที่จะเอา มากกว่าคิดที่จะให้
นานวันเข้าก็เลยกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไป

6.เพราะสังคมมนุษย์ปัจจุบัน
ไม่เกื้อกูลต่อการแสดงความรักต่อกันเอาเสียเลย
เพราะเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ การแข่งขัน
การชิงดีชิงเด่นกันอย่างรุนแรง
ขนาดพี่น้องกันเองก็ยังขาดความปรองดอง
ทุกคนจึงพากันบ้าอำนาจ
แข่งกันใช้อำนาจ
จึงไม่มีเวลาว่างที่จะใส่ใจในรัก

7.เพราะปัจจุบัน
โลกนี้เป็นโลกแห่งทุนนิยม วัตถุนิยม เทวนิยม
ทำให้จิตสำนึกของคนส่วนใหญ่ตกต่ำ
การสั่นสะเทือนเป็นความรักและการใช้ปัญญา
จึงด้อยสมรรถภาพ เพราะใช้น้อยหรือใช้ด้านลบมากกว่า

ดังนั้น....
ทั้งหมดนี้ คือ ปัญหาที่ทำให้มนุษย์โลก
ไม่รู้จักว่าความรักที่แท้จริงนั้นมันคืออะไรกันแล้ว
บททดสอบแห่งความกลัวตาย
จากมหันตภัยในอีกไม่ช้า จึงจำเป็นต้องถูกส่งมา
ให้พวกท่านทั้งโลกได้เผชิญ!

เรากล่าวความจริงทั้งเจ็ดเพื่อตอบคำถามเพื่อนเธอ
ที่ถามว่า "ทำไมมนุษย์โลกจึงไม่รักกัน"

เอเมน.....สาธุ........

ป.วิสุทธิปัญญา
13-02-2015