วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560

ความหมายของคำว่า สุญญตา

#สนทนาประสาจิตจักรวาล



พี่น้องที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า

ความหมายของคำว่า #สุญญตา
ตามมรรควิถีแห่งจิตจักรวาลก็คือ

1.คำว่า "สุญญตา"
มาจากคำว่า "สุญญ" ประสมกับคำว่า "ตา"

2.คำว่า "สุญญ" หรือ ศูนย์
หมายถึง ความไม่มีอยู่ หรือ ความว่าง

3.คำว่า "ตา" หมายถึง
กลไกอวัยวะเพื่อการสัมผัสรู้ดูเห็นสรรพสิ่ง
ของเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
อันประกอบด้วย

ตา หู จมูก ลิ้น กาย และจิต
ที่เรียกว่า "อายตนะทั้ง 6" นั่นเอง

4.ดังนั้น
คำว่า #สุญญตา โดยรวมแล้ว
จึงหมายถึง การว่างไปจากอายตนะทั้งหก

6.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก
หมายถึง มี "ตา" แต่เหมือนไม่มี

นั่นคือ 
มีตาที่สามารถรับรู้ดูเห็นได้เป็นปกติ
มิได้เป็นผู้มีดวงตาพิการแต่อย่างใด

มีตาไว้เห็นเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป
จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา
เพราะไม่หยิบเอาสิ่งที่เห็นนั้น
มาเป็นเงื่อนไข

การที่ "ตา" มองเห็นสิ่งใด
แล้วรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตสงบได้
คือความหมายของคำว่า #สุญญตา

7.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก
หมายถึง มี "หู" แต่เหมือนไม่มี

นั่นคือ 
มีหูที่สามารถรับรู้รับฟังได้เป็นปกติดีอยู่
มิได้เป็นผู้มีหูพิการแต่อย่างใด

มีหูไว้ฟังเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป
จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา
เพราะไม่หยิบเอาสิ่งที่รับฟังนั้น
มาเป็นเงื่อนไข

การที่ "หู" ได้ยินได้ฟังสิ่งใด
แล้วรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตที่สงบได้
คือความหมายของคำว่า #สุญญตา

8.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก
หมายถึง มี "ลิ้น" แต่เหมือนไม่มี

นั่นคือ 
มีลิ้นที่สามารถรับรู้รับรสได้เป็นปกติดีอยู่
มิได้เป็นผู้มีลิ้นพิการแต่อย่างใด

มีลิ้นไว้ลิ้มรสเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป
จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา
เพราะไม่หยิบเอารสชาติที่รับรู้นั้น
มาเป็นเงื่อนไข

การที่ "ลิ้น" รับรู้รสชาติ
แล้วรู้ว่าเป็นรสชาติอะไรด้วยจิตสงบได้
คือความหมายของคำว่า #สุญญตา

9.การว่างไปจากอายตนะทั้งหก
หมายถึง มี "จมูก" แต่เหมือนไม่มี

นั่นคือ 
มีจมูกที่สามารถรับรู้กลิ่นได้เป็นปกติดีอยู่
มิได้เป็นผู้มีจมูกพิการแต่อย่างใด

มีจมูกไว้ดมเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป
จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา
เพราะไม่หยิบเอากลิ่นที่รับรู้นั้น
มาเป็นเงื่อนไข

การที่ "จมูก" ได้รับสัมผัสรู้กลิ่นใด
แล้วรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตสงบได้
คือความหมายของคำว่า #สุญญตา

10.การว่างไปจากอายตนะทั้งห
หมายถึง มี "ผิวกาย" แต่เหมือนไม่มี

นั่นคือ 
มีผิวกายที่สามารถรับรู้ได้เป็นปกติดีอยู่
มิได้เป็นผู้มีผิวกายพิการแต่อย่างใด

มีผิวกายอยู่เพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
โดยที่จิตใจมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป
จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา
เพราะไม่หยิบเอาสิ่งที่ผิวกายรับรู้นั้น
มาเป็นเงื่อนไข

การที่ "ผิวกาย" ได้สัมผัสกับสิ่งใด
แล้วรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตสงบได้
คือความหมายของคำว่า #สุญญตา

11.การว่างไปจากอายตนะทั้งห
หมายถึง มี "จิต" แต่เหมือนไม่มี

นั่นคือ 
มีจิตที่สามารถนึกคิดได้เป็นปกติดีอยู่
มิได้เป็นผู้มีจิตพิการแต่อย่างใด

มีจิตไว้นึกคิดเพื่อเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
โดยที่จิตเองมิได้สั่นไหวเสียสมดุลไป
จนเกิดกิเลส ตัณหา ราคะทั้งหลายขึ้นมา
เพราะไม่หยิบเอาสิ่งที่จิตนึกคิดได้นั้น
มาเป็นเงื่อนไข

การที่ "จิต" นึกคิดสิ่งใดขึ้นมาได้
แล้วเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยจิตสงบได้
คือความหมายของคำว่า #สุญญตา

12.พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
การมีกลไกอายตนะทั้ง 6 เป็นสุญญตา
จึงหมายถึง

การมีและใช้อายตนะของท่าน
ในการสัมผัสรับรู้ทุกสรรพสิ่งเพื่อเรียนรู้
โดยเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น
อย่าให้มีการ #รับรู้แล้วรับเอา เด็ดขาด

หากมีการรับเอาของจิตเกิดขึ้นเมื่อใด
สภาวะจิตเดิมแท้ที่สงบสมดุลอยู่
ก็จะเกิดอาการเสียสมดุลไปทันที
จิตของท่านจะทำการหมุน "กรรมจักร"
แทน "ธรรมจักร" ไปในบัดดล

การรับรู้แล้วรับเอาในที่นี
เราหมายถึงจิตรับรู้แล้วเกิดการปรุงแต่ง
เป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดต้องการต่างๆนานา
ทำให้สภาวะจิตตกต่ำหม่นมัว
จนไม่อาจเข้าถึงพลังแห่งรักบริสุทธิ์ได้
จนไม่อาจเข้าถึงพลังอำนาจแห่งปัญญาได้

13.ถ้าท่านไม่สามารถเข้าถึง
พลังอำนาจแห่งรักบริสุทธิ์
กับพลังอำนาจสูงสุดแห่งปัญญาได้
ท่านก็มิอาจสอบผ่านบททดสอบจิตสำนึก
ทั้งยากและง่ายในชีวิตประจำวันได้
ท่านก็จะเป็นคนพ้นกรรมไม่ได

#การเป็นคนพ้นกรรม หมายถึง
ก่อกรรมใดๆแล้วไม่เกิดผลกรรมขึ้นใหม่
เช่น ทำความดีแล้วไม่หวังสิ่งตอบแทน
และไม่กระทำการก้าวล่วงผู้อื่น เป็นต้น

14.ท่านทุกคนสามารถปฏิบัติบำเพ็ญ
จนเข้าถึงสภาวะสุญญตาได้อย่างสิ้นเชิง
ตามวิถีแห่งจิตจักรวาลในชีวิตประจำวัน
อันเป็นการปฏิบัติตนไปตามธรรมชาติ
โดยไม่ต้องข่มจิต ข่มใจ
โดยไม่ต้องทรมานเครื่องยนต์แห่งกรรม
ซึ่งสามารถสำเร็จผลได้ในชาตินี้

แต่ท่านทั้งหลายจักต้องรู้ว่า
ถ้าท่านเป็นฆราวาสประพฤติธรรม
สภาวะสุญญตาจะสำเร็จผลมิได้
ถ้าท่านยังใช้วิธี #ลี้เข้าป่า #ปลีกวิเวก

หลบไปหามุมสงบอยู่คนเดียว
โดยทอดทิ้งสังคมไป
เพราะเข้าใจว่า "สุญญตา" หมายถึง

การนั่งหลับตาอยู่คนเดียวไม่เห็นอะไร
จะได้ไม่มีอะไรให้ปรุงแต่ง

การนั่งปิดหูเพราะอยู่คนเดียวไม่มีเสียงใคร
จะได้ไม่มีอะไรให้ปรุงแต่ง

การนั่งปิดปากเพราะอยู่คนเดียว
จะได้ไม่พูดกับใครให้มีอะไรต้องปรุงแต่ง

การจำกัดเก็บกดรสอาหารบนปลายลิ้น
เพื่อสร้างความคุ้นชินชาเฉย
มิให้เกิดการปรุงแต่ง

การกินอยู่หลับนอนคนเดียว
จะได้ไม่ต้องสัมผัสกลิ่นและกาย
ให้มีอะไรต้องปรุงแต่ง

จงปฏิบัติบำเพ็ญท่ามกลางฝูงชน
จงปฏิบัติตนไปตามธรรมชาติ
จงฉลาดดำเนินชีวิต
จงเข้าถึงพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งจิตและปัญญา
จงอย่าหนีเข้าป่าหมายไปสวรรค์คนเดียว

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
24-09-2017

วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

จงอย่าแทรกแซงกรรมของผู้อื่น




#คอบคำถาม คุณ‎ ปัณณภัสร์ ภ.พ.‎ 

ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า
แบบไหนคือการแทรกแซงกรรมของผู้อื่น 
และแบบไหนที่ไม่ใช่....

กราบขอบพระคุณค่ะ

Answer:
*********
1.มนุษย์แต่ละคนล้วนมีกรรมเป็นของตนเอง
คำว่า "กรรม" ในที่นี้หมายถึง การกระทำ
ที่ก่อให้เกิดผลกรรมซึ่งเป็นผลของการกระทำ
ดังกล่าวนั้นขึ้นมา

2.ผลกรรมอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์
จะเกิดขึ้นทั้งสองมิติในทุกการกระทำเสมอ
ผลกรรมที่เกิดขึ้นในมิติโลกทางกายภาพ
เช่น ถ้าทำร้ายเขาทำให้เขาเจ็บปวดเจ็บแค้น
ผลกรรมที่เกิดก็คือจะถูกเขาตอบโต้แก้แค้น
ด้วยการทำร้ายกลับคืนมาเช่นเดียวกัน

ขณะที่กรรมเดียวกันนั้น
ยังก่อให้เกิดผลกรรมในอีกมิติหนึ่งด้วย
ซึ่งเป็นมิติคู่ขนานกับมิติโลกทางกายภาพ
โดยที่สองตาเปล่าของมนุษย์มองไม่เห็น
นั่นคือ ผลกรรมในมิติของจิตวิญญาณ
ซึ่งอยู่ในรูปของพลังงานนั่นเอง

3.ผลกรรมที่เกิดขึ้นในมิติทางพลังงาน
ด้านของจิตวิญญาณที่เป็นแก่นแท้ของมนุษย์
จะถูกบันทึกไว้ที่จิตใต้สำนึกของคนๆนั้น
ในรูปของ #บุรพกรรมแม่เหล็ก
ซึ่งเป็นอนุภาคประจุไฟฟ้าทั้งบวกและลบ

โดยพระพุทธองค์ทรงเรียก "ผลกรรม"
ที่เกิดขึ้นมานี้ว่า #วิบากกรรม นั่นเอง

ถ้าเป็นกรรมดีก็จะเกิดเป็นอนุภาคประจุบวก
ถ้าเป็นกรรมชั่วก็จะเกิดเป็นอนุภาคประจุลบ

4.ถ้ามนุษย์ก่อกรรมใดๆไว้ในภพชาตินี้
ก็จักต้องเจอวิบากกรรมนี้ในชาติหน้า
โดยจักต้องพบเจอเรื่องราว เหตุการณ์
หรือสถานการณ์ต่างๆพร้อมตัวตนบุคคล
ที่เกี่ยวข้องกับรหัสบุรพกรรมในอดีตทุกคน
อย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งหมด

ที่ต้องกลับมาพบกันอีกในชาติใหม่
ก็เพื่อเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบเดิมอีก
#โดยมีตนเองกับคนทุกคนที่เกี่ยวข้อง
#ต้องมาร่วมกันสร้างสถานการณ์เดิมๆนั้น

เพื่อให้แต่ละคนแต่ละฝ่ายได้รับโอกาส
ที่จะตัดสินใจครั้งใหม่เสียให้ถูกต้อง
เมื่อได้เผชิญเงื่อนไขเดิม
ที่ต่างเคยกระทำต่อกันไว้
ถ้าใครตัดสินใจด้วยจิตสามนึกที่ถูกต้อง
กรรมที่ก่อผิดบาปนั้นไว้ก็จะเป็นโมฆะ
บุรพกรรมแม่เหล็กดังกล่าวนั้น
ก็จะเกิดความเป็นกลางทางไฟฟ้า
คือไร้คุณสมบัติแห่งกรรมทันที

5.ถ้าใครเป็นคู่กรรมกับใคร
คนทั้งคู่ที่เกี่ยวกรรมร่วมกันมา
ต่างจะต้องทำหน้าที่ของตนต่อกัน
ให้ดีที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
เพื่อจะผ่าน "บททดสอบ" นั้นๆไป

แน่นอนว่า
การกระทำที่ดีที่สุดต่อกันก็คือ

ต้องรักให้ได้แม้เขาจะทำตัวไม่น่ารัก
ต้องให้อภัยเขาให้ได้แม้เขาไม่น่าให้อภัย
ทั้งยังต้องคิดตัดสินใจกระทำตอบให้ถูกต้อง
ด้วยการใช้ปัญญาของสมองให้ได้อีกด้วย
ในลักษณะของการ #ก่อการดี
แม้ว่าเขาคนนั้นจะทำไม่ดีต่อท่านก็ตาม

6.ถ้าในกระบวนการแห่งกรรมของเขา
กำลังดำเนินอยู่โดยมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เป็นผู้ที่กำลังถูกทดสอบด้วยบททดสอบ
ซึ่งกำลังถูกกระทำที่ไม่ถูกต้องไม่ดีงามอยู่
ปรากฏว่ามี "บุคคลที่สาม" เข้ามาพบเห็น
โดยอาจเป็นเพื่อนหรือญาติพี่น้อง
จึงยื่นมือที่สามเข้าไป #แทรกแซง 
เพื่อเข้าไปช่วยเหลือหนึ่งในสองคนนั้น

ถ้าเข้าช่วยคนที่เป็นฝ่ายกระทำไม่ถูกต้อง
โดยรุมกระทำซ้ำเติมฝ่ายที่เป็นผู้ถูกกระทำ
ซึ่งมิใช่หน้าที่หรือกงการอะไรของตนเลย
มันก็จะยังผลให้ผู้ที่ถูกรุมกระทำซ้ำเติม
เสียสมดุลทางอารมณ์รู้สึกนึกคิด
ต่อมือที่สามซึ่งเข้าไปแทรกแซงนั้นทันที

ถ้าฝ่ายผู้กระทำเกิดความรู้สึกยินดี
ที่มีมือที่สามคนนั้นเข้าแทรกแซงช่วยตน
รุมกระทำมิดีมิร้ายต่อคู่กรณีของตนนั้น
แทนที่จะรู้สึกเสียใจไม่ยินดีด้วย
หรือห้ามปรามไว้มิให้เข้ามายุ่งเกี่ยว
มือที่สามผู้ที่เข้าไปแทรกแซง
ก็ได้เข้าไปเกี่ยวกรรมเป็นตัวละครร่วม
กับคู่กรณีทั้งสองโดยไม่รู้ตัวเรียบร้อยแล้ว

7.ถ้าในกระบวนการแห่งกรรมของเขา
กำลังดำเนินอยู่โดยมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
เป็นผู้ที่กำลังถูกทดสอบด้วยบททดสอบ
ซึ่งกำลังถูกกระทำที่ไม่ถูกต้องไม่ดีงามอยู่
ปรากฏว่ามี "บุคคลที่สาม" เข้ามาพบเห็น
โดยอาจเป็นเพื่อนหรือญาติพี่น้อง
จึงยื่นมือที่สามเข้าไป #แทรกแซง 
เพื่อเข้าไปช่วยเหลือหนึ่งในสองคนนั้น

ถ้าเข้าช่วยเหลือคนที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ
เพราะรู้สึกเดือดร้อนเจ็บแค้นแทน
เนื่องจากทนเห็นคนที่ตนรัก
ถูกรังแกหรือทำร้ายนั้นไม่ได้
จึงก่อการร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง
เพื่อต่อสู้ ตอบโต้ ต่อต้าน ผู้กระทำ
แทนคนที่ถูกกระทำซึ่งเป็นคนที่ตนรัก

มันย่อมยังผลให้ฝ่ายที่กระทำไม่ดี
เกิดการเสียสมดุลทางอารมณ์รู้สึกนึกคิด
ต่อมือที่สามผู้ที่เข้าไปแทรกแซงเขา
ด้วยการก่อการร้ายต่อเขาด้วยเช่นเดียวกัน

ดังนั้น
ผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกรณีกรรมของผู้อื่น
โดยขาดสติ มีการเลือกข้างและมิใช่หน้าที่
ล้วนเป็นการ #แทรกแซงร่วมกรรม ทั้งสิ้น

8.ดังนั้น
การเข้าช่วยเหลือใครก็ตามที่ท่านเห็นว่า
เขากำลังตกทุกข์ได้ยากหรือมีปัญหา
ก็ต้องฉลาดช่วยเหลือและต้องใช้ปัญญาด้วย

หนึ่ง- จงอย่าเข้าไปแบกรับกรรมแทน
สอง- จงอย่าเข้าไปต่อสู้แก้แค้นแทน
สาม- จงอย่าเข้าไปคิดตัดสินใจแทน

พฤติกรรม 3 ประการนี้แหละ
คือ การ "แทรกแซงกรรม" ของผู้อื่น
ที่มันจะทำให้จิตวิญญาณตนเองเดือดร้อน
ต้องพลอยเกี่ยวกรรมร่วมกับคนอื่นเขา
โดยไม่จำเป็นอะไรเลย

จงหยุดพฤติกรรมเหล่านี้เสีย
อย่าเที่ยว "เจือก หรือ เผือก" โดยไร้สติเลย
มุ่งนิพพานรีบกลับบ้านทางจิตวิญญาณ
ไปกราบพระบาทพระบิดาที่ทรงรออยู่
ภายในภพชาตินี้ก่อนปิดยุคจะดีกว่า

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-09-2017

สนทนาประสาจิตจักรวาล - 2 ปลาที่ไร้สำนึก




พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
เราขอกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
1.มนุษย์โลกเป็นประชากรของพระบิดา
ที่ขันอาสาข้ามมิติมาเกิดเป็นมนุษย์
เพื่อทำหน้าที่สำคัญตามพันธะสัญญา 6
บนดาวเคราะห์โลกเสรีดวงนี้
โดยมีกำหนดเวลายุคละ 6 หมื่นปีโลก
เมื่อครบกำหนดสิ้นยุคแล้ว
จิตวิญญาณของทุกท่านต้องกลับคืน
สู่บ้านเกิดที่ตนจากมาในสภาวะนิพพาน
ด้วยการหลุดพ้นออกไปจากเอกภพให้ได้
2.พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ได้ทรงมีพระบัญชาให้เราเข้ามายังโลก
เพื่อทำหน้าที่ในบริบทของการเป็นมนุษย์
มากล่าวพระโอวาทในพระนามพระบิดา
ต่อประชากรของพระองค์บนโลกเสรีนี้
รวม 2 ครั้งคราในอดีตกาลที่ผ่านมาแล้ว
3.ประชากรของพระบิดาบนโลกเสรี
ผู้ที่เคยเฝ้าติดตามคำกล่าวพระโอวาท
อย่างใกล้ชิดและก้าวตามเราตลอดมา
แต่ยังไม่สามารถคืนกลับสู่พระบิดาได้
เปรียบเป็นดั่งแกะที่หลงฝูงหลงทาง
พระบิดาจึงทรงมีพระบัญชา
ให้เรากลับมากู่ร้องเรียกหาแกะของเรา
หากแกะตัวใดจำเสียงเจ้าของได้
ก็ให้รีบเร่งกลับมาหาเจ้าของแกะโดยพลัน
เพื่อก้าวตามเรากลับเข้าคอกคือกลับบ้าน
ก่อนปฏิบัติการชำระโลกครั้งที่สี่
เพื่อการปิดยุคพลังงานเก่าคาบสุดท้าย
ที่จะมาถึงในอีกมิช้านาน
เพราะเราต้องการช่วยแกะของเราให้รอด
4.ประชากรของพระบิดาบนโลกเสรีนี้
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่มิเคยมีโอกาส
ได้รับรู้เรียนรู้และเฝ้าฟังพระโอวาท
ที่พระบิดาทรงสื่อถ่ายทอดผ่านมาทางเรา
เนื่องจากดาวโลกเสรีนี้กว้างไพศาลมาก
ต่อแต่นี้ไปประชากรบนโลกกลุ่มนี้
ก็จักต้องนำพาจิตวิญญาณของตนผจญภัย
ในปฏิบัติการชำระโลกรูปแบบต่างๆ
ที่ประดาช่างเท็คนิกแห่งจักรวาลแห่งเรา
จะเข้าปฏิบัติการในรูปภัยพิบัติต่างๆ
เพื่อจัดองค์กรโลกเสรีกันใหม่
ให้มีความสมดุลในระดับสูงกว่าเดิม
ทั้งในมิติทางกายภาพและพลังงาน
มนุษย์ที่รอดกับดาวโลกเสรีดวงนี้
จะมีพลังอำนาจสูงกว่าเดิม 2 เท่า
5.แน่นอนว่าภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น
เพื่อการชำระล้างโลกในทุกมิตินั้น
สิ่งหนึ่งที่จะถูกหยิบมาใช้เพื่อล้างสกปรก
เพื่อลดความร้อนแรง และเพื่อดับไฟ
คือ มวลน้ำจำนวนมากมายมหาศาล
ที่จอมทัพแห่งมหาพายุหมุนแต่ละรูปธรรม
จะพาเหรดกันนำพาจากมหาสมุทร
รุดเข้าโจมตีแผ่นดินโลก
อย่างรุนแรงและโชกโชน
จะยังผลให้แผ่นดินโลกส่วนใหญ่
เกิดภาวะอุทกภัยโดยน้ำท่วมไปทั่ว
เกาะน้อยใหญ่และแผ่นดินติดทะเล-แม่น้ำ
จะหายไปจากแผนที่เป็นจำนวนมาก
ประชากรของพระบิดา
แม้ว่าจะหายใจด้วยปอด
แต่จะต้องตกระกำลำบากจมอยู่ในน้ำ
เพราะไม่รู้ว่าจะอพยพหลบไป
เพื่อพึ่งพาแผ่นดินที่เหลืออยู่ได้ที่ไหน
เพราะดาวโลกทั้งใบเต็มไปด้วยแผ่นน้ำ
ด้วยเหตุนี้เอง
มนุษย์ทั้งหลายจึงมีสภาพดั่งฝูงปลา
ที่คืนวันต้องเกิดอาการทุรนทุราย
ไม่สามารถใช้ชีวิตในน้ำอย่างปกติสุขได้
ซึ่งประชากรพระบิดาส่วนใหญ่
จะเป็นฝูงปลามากกว่าฝูงแกะเสียอีก
6.ประชากรกลุ่มใหญ่บนโลกเสรีนี้
จึงเป็นฝูงปลาที่เราได้รับพระบัญชา
ให้เข้ามาช่วยเหลือให้รอดด้วยเช่นกัน
หน้าที่เราคือช่วยพระบิดา
ทำการคัดปลาที่ดีและมีอนาคตไว้
เพื่อช่วยให้ได้รับความรอด
ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
จนกว่าหมดเวลาและประตูโอกาสจะถูกปิด
ปลาที่ไร้สำนึกในคุณค่าแห่งการเป็นมนุษย์
ปลาที่ไร้ปณิธานแห่งนิพพาน
ปลาที่ไร้การถ่อมตนและถ่อมใจ
ปลาที่ไร้พลังอำนาจทางวิญญาณ
ปลาที่ไร้สัจจะเพราะจดจำพระบิดาไม่ได้
จักเป็นปลาตัวที่ต้องถูกคัดทิ้งเอาไว้ในน้ำ
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-09-2017