
#ตอบคำถาม:
คุณ Dhamrongsak Raja
Question 3.
การจดจำตัวตนภาคแรกอันสูงส่งของเรา
ในแดนสุญตาได้ คืออย่างไรครับ
Answer:
ผู้ที่จะได้ชื่อว่าจำตัวตนภาคแรก
อันสูงส่งของตนได้นั้น
ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1.ต้องเป็นผู้ที่ยอมรับความจริงที่จริงแท้
เกี่ยวกับที่มาของตนเอง
ซึ่งเป็นความรู้ระดับ #อนุตรธรรม
ที่มนุษย์โลกเองไม่สามารถใช้สมองสองซีก
ในเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปธรรมมนุษย์
เข้าถึงองค์ความรู้ที่ว่านี้ด้วยตนเองได้
2.ยอมรับว่าจิตวิญญาณของท่าน
เป็นรูปธรรมทางพลังงาน
ที่แบ่งภาคออกมาจากตัวตนภาคแรกที่สูงส่ง
ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มี 11 เหลี่ยมมุม
อยู่บนเส้นรอบวงของวงกลมเดียวกัน
โดยมีการเหวี่ยงหมุนรอบตัวเอง
ด้วยอัตราเร็วคงที่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
3.ยอมรับว่าจิตวิญญาณแก่นแท้ของท่าน
คือ ตัวแทนของตัวตนภาคแรกดังกล่าว
ที่ดำรงอยู่ในแดนสุญตานอกระบบเอกภพ
โดยได้รับมอบหมายให้ข้ามมิติเข้ามา
เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในระบบโลกเสรีนี้
เพื่อปฏิบัติภารกิจในพันธะสัญญา 6 ให้ครบ
ซึ่งจักต้องทำให้สำเร็จให้จงได้
ภายในเวลาก่อนสิ้นยุค คือ 6 หมื่นปี
4.ยอมรับว่าตัวตนภาคแรกที่สูงส่งของท่าน
ได้แบ่งภาคทางพลังงานออกมา 70%
เพื่อถือติดตัวเข้ามาเกิดเป็นมนุษย์
จึงยังผลให้ตัวตนภาคแรกของท่าน
ไม่มีพลังอำนาจในตนเองมากพอ
ที่จะติดต่อสื่อสารกับจิตวิญญาณของท่านได้
นอกจากตัวท่านจะเข้าถึงอำนาจในตนเองได้
แล้วสั่นสะเทือนไปยังภาคแรกของท่านเท่านั้น
5.ยอมรับว่าตัวตนภาคแรกของท่าน
มีองค์จิตจักรวาล
ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
เป็นผู้ให้กำเนิดตัวตนภาคแรกของท่าน
โดยมนุษย์แห่งโลกเสรีนี้ทุกคน
จะมีตัวตนภาคแรกอยู่ในแดนสุญตา
คนละ 1 รูปธรรมด้วยกันทั้งสิ้น
ซึ่งพวกเขาเฝ้าคอยการหลุดพ้นของพวกท่าน
เพื่อกลับไปรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวดังเดิม
อยู่บนนั้นตั้งนานแล้ว
6.การจำตัวตนภาคแรกของท่านเองได้นั้น
นอกจากจะต้องรู้ต้องเข้าใจตามที่เรากล่าวแล้ว
ท่านจักต้องแสดงปณิธานแห่งนิพพานให้ชัดเจน
ตลอดภพชาติปัจจุบันนี้
เพื่อนำพาจิตวิญญาณของท่าน
กลับไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน
กับตัวตนภาคแรกของท่านเองที่รออยู่ให้ได้
ด้วยมีสำนึกว่ามันคือหน้าที่
มิใช่เพียงแค่ปรารถนาจะหลุดพ้นเท่านั้น
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
6-4-2017

#ตอบคำถาม:
คุณ Dhamrongsak Raja
Question 2.
การจดจำพระบิดาได้
มีความหมายว่าอย่างไรครับ
Answer:
การจดจำพระบิดาได้มีนัยความหมายดังนี้
1.ยอมรับความจริงว่า
ตนเองนั้นมีจิตวิญญาณเร้นอยู่ข้างใน
2.ยอมรับความจริงว่าจิตวิญญาณของตน
คือ ตัวตนแก่นแท้ที่เป็นรูปธรรมทางพลังงาน
ผู้ขันอาสาข้ามมิติเข้ามาเกิดเป็นคน 2 มิติ
คือ มิติทางกายภาพกับมิติทางพลังงาน
เพื่อทำหน้าที่ #คนตนเองในสองมิติ ดังกล่าว
ให้เป็น 1 เดียวกันให้สำเร็จให้จงได้
ผลสำเร็จจากการ "คน" ของท่านก็คือ
การยกระดับตนเองสู่การเป็น "#มนุษย์
เพื่อทำหน้าที่ตามพันธะสัญญา 6
ตามที่ได้ให้ไว้ต่อองค์จิตจักรวาล
ในบทบาทของมนุษย์แห่งโลกเสรีนี้
3.ยอมรับความจริงว่า
จิตวิญญาณแก่นแท้ของท่านนั้น
เป็นรูปธรรมทางพลังงานที่สมดุลในตนเอง
มีรูปธรรมเป็นรูปทรงเรขาคณิต 6 เหลี่ยมมุม
แต่ละมุมอยู่บนเส้นรอบวงของวงกลมเดียวกัน
ซึ่งเหวี่ยงหมุนรอบจุดศูนย์กลางตลอดเวลา
ด้วยอัตราเร็วคงที่และต่อเนื่อง
โดยต้องยอมรับความจริงด้วยว่า
จิตวิญญาณของท่านนั้น
จะถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเองไม่ได้
ต้องมีพระผู้ให้กำเนิดซึ่งเป็นเหตุแห่งการเกิด
อีกทั้งจิตวิญญาณของท่าน
จะข้ามมิติเข้ามาเกิดยังโลกเสรีนี้เองไม่ได้
จักต้องมีผู้อนุญาตให้ท่านเข้ามา
ซึ่งผู้ที่ทรงอนุญาตให้ท่านมาเกิดก็คือพระบิดา
4.ดังนั้น
ตัวชี้วัดว่าท่านจดจำพระบิดาได้
จึงมิใช่เป็นแค่เพียงตัวท่าน
ไม่ปฏิเสธพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ไม่ต่อต้านภารกิจของพระองค์
ที่ทรงมอบหมายให้เราเข้ามาปฏิบัติการแทน
ในพระนามของพระองค์เท่านั้น
แต่ท่านทั้งหลายจักต้อง "ยอมรับ"
ความจริงทั้ง 3 ประการ
ที่เรากล่าวไว้ข้างต้นนั้นด้วย
ท่านจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้หนึ่ง
ซึ่งจดจำพระบิดาได้
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
6-4-2017

#ตอบคำถาม:
คุณ Dhamrongsak Raja
Question 1.
คำว่า..กราบ "พระบาท" พระบิดา" นั้น
พระบาท(เท้า) เป็นคำที่ใช้เปรียบเปรย
เพื่อให้จิตมนุษย์อย่างเราพอที่จะเข้าใจได้
หรือว่าพระองค์มีพระบาทจริงๆครับ
Answer:
1.พระบิดาทรงเป็นมหาสุญตา
2.ทรงเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มีอัตตา
เป็นรูปทรงเรขาคณิต 12 เหลี่ยมมุม
ทรงมีคุณสมบัติทางพลังงานเป็นอนัตตา
3.ทรงเป็นทั้งพระผู้เริ่มต้น (พระผู้สร้าง)
และทรงเป็นพระผู้สิ้นสุดของทุกสรรพสิ่ง
โดยไม่ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายที่ทรงสร้างไว้
จะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือ ก๊าซ
แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงสถานะไปเช่นไร
ในที่สุดก็จะต้องกลับคืนสู่มิติของแก่นแท้
นั่นคือ ต้องกลับคืนสู่สถานะพลังงานดังเดิม
4.พลังงานที่เกิดจากการเปลี่ยนสถานะ
ของสรรพสิ่งทั้งหลายในเอกภพนี้
จะอยู่ในรูปของคลื่นพลังงานที่ไม่สมดุล
ซึ่งมันจะสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลไปเรื่อยๆ
ในลักษณะของการเหวี่ยงหมุนม้วนตัว
เพื่อกลับคืนสู่จุดศูนย์กลางของการหมุน
ที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเกิดของมันทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้เอง
จุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง
จึงเป็นจุดเดียวกัน
จุดที่ว่านี้ก็คือพระบิดาแห่งเราทั้งหลายนั่นเอง
อันหมายถึงองค์จิตจักรวาลดวงใหญ่
อันหมายถึงพระผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์นิรันดร
อันหมายถึงพระผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้สร้าง
อันหมายถึงองค์เยโฮวา
อันหมายถึงองค์อัลเลาะฮ์
5.ดังนั้น
เพราะพระองค์ทรงเป็นมหาสุญตา
พระองค์ทรงเป็นตัวตนแก่นแท้ของแก่นแท้
ในทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดสร้างไว้
พระองค์จึงไม่มีอัตตารูปลักษณ์ทางกายภาพ
เหมือนสรรพสิ่งใดๆที่ทรงให้กำเนิดไว้
พระองค์จึงทรงเป็นดั่งดวงสุริยะบนฟ้าไกล
ที่สัมผัสได้เพียงแสงสว่างกับไออุ่น
ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งความรักของพระองค์เท่านั้น
คำว่า "กราบพระบาท"
เป็นเพียงการสื่อความหมายให้บุตรมนุษย์
ที่ยังติดชินอยู่กับการคิดด้วยจิตมนุษย์
ที่ยังคิดอยู่ในกรอบของการเป็นมนุษย์
ได้ใช้ประโยชน์จากจินตมายาของตน
เข้าถึงพระบิดาแห่งจิตวิญญาณกันง่ายขึ้น
นอกจากนั้น...สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า
เป็นเพราะเราต้องการจะให้ท่านเรียนรู้ว่า
1.พระบิดาและสรรพสิ่งใดที่เป็นอนัตตา
ล้วนสามารถที่จะสร้างสรรพสิ่งที่มีอัตตา
ขี้นมาได้ทั้งสิ้น
2.สรรพสิ่งที่เป็น "อนัตตา" ก็มี "อัตตา"
3.อัตตาของสรรพสิ่งที่เป็นอนัตตา
ก็ล้วนเป็น "มายา" ที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
6-4-2017