วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ถ้าท่านปรารถนา การหลุดพ้นแท้จริง


 
 
 
เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
การระวังตนเองมิให้ #ก้าวล่วงผู้อื่น มิใช่เรื่องง่าย
แต่เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ที่ผู้ปรารถนาการหลุดพ้น
จักต้องสอบผ่านมันไปให้ได้
ท่านจึงต้องใส่ใจในเรื่องนี้กันไว้ให้มาก

ถ้าท่านยังประพฤติก้าวล่วงผู้อื่นอยู่
การก่อเวรเกี่ยวกรรมทำผิดบาปก็จะยังคงมีอยู่
จิตวิญญาณของท่านก็จักต้องเรียนรู้อยู่ต่อไป
เพราะ "สอบผ่าน" บททดสอบจิตสำนึก
เพื่อผ่านสู่ประตูแห่งการหลุดพ้นไม่ได้

การก้าวล่วงผู้อื่น
ที่เกิดได้ง่าย เกิดได้บ่อย และเกิดมากที่สุด
คือ #การล่วงเกินด้วยจิตใจ
รองลงมาก็คือ #การก้าวก่ายด้วยกายและวาจา
เพราะการกระทำทางกายกับวาจา
ล้วนมีสาเหตุมาจาก "จิตใจ" เป็นผู้ริเริ่มทั้งสิ้น

ดังนั้น
ถ้าท่านปรารถนาการหลุดพ้นแท้จริง
ในกรณีที่จะละเว้นการไม่ก้าวล่วงผู้อื่นนั้น
ท่านจักต้องระวังที่จิตของท่านให้มากที่สุด

จงอย่าปล่อยให้จิตมันสั่นสะเทือนอย่างอิสระ
แต่ท่านจงเป็นผู้ควบคุมจิตด้วยการกำหนดจิต
ให้มันสั่นสะเทือนทางอารมณ์รู้สึกนึกคิด
ในแบบที่ท่านเองต้องการเท่านั้น
จงเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ #กำหนดจิต
จงอย่ายอมให้จิตเป็นผู้ #บงการท่าน

จงอย่าปล่อยให้จิตสั่นสะเทือนเอง
โดยท่านต้องยอมทำตามความต้องการของจิตอีกเลย
โอกาสที่ท่านจะผิดบาปกับการก้าวล่วงผู้อื่นนั้น
มันจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายยิ่ง

เรื่องความผิดบาปด้วยการก่อกรรมด้านลบทางจิตนั้น
แม้คนที่ท่านล่วงเกินหรือคนอื่นๆเขาจะไม่ล่วงรู้
แต่จิตวิญญาณของท่านเองและองค์จิตจักรวาล
ต่างก็รับรู้ความผิดบาปนั้นอย่างชัดเจนอยู่
จิตวิญญาณของท่านจึงต้องรับผิดชอบมัน
โดยมิอาจปิดบัง อำพราง หรือหลีกเลี่ยงได้

ยิ่งถ้าท่านคิดลบแล้วกระทำลบต่อผู้อื่น
ซึ่งเขาคนนั้นสามารถสัมผัสรู้ดูเห็น
การกระทำที่ไม่ดีงามของท่านได้อย่างชัดเจนแล้ว
#การเกี่ยวกรรมกันกับผู้อื่ ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมาก

เพราะการฝากรอยแค้นให้ผู้อื่นเคียดแค้นท่าน
การฝากความโกรธเคืองให้ผู้อื่นเขาชิงชังท่าน
มันคือ #การเกี่ยวกรรมสัมพันธ์ ที่ต้องมีการแก้ไข
โดยอาจต้องใช้เวลาเป็น 1 ภพชาติหรือมากกว่า
ซึ่งท่านผู้ปรารถนาการหลุดพ้นจักต้องระวังไว้

จงอย่าเป็นคนทำอะไรมักง่าย
จงอย่าเป็นคนปากพล่อย พูดโพล่ง หรือปากโป้ง
จงอย่าเป็นคนหูเบา หูหาเรื่อง
จงอย่าเป็นคนใจเบา เช่น ขี้ระแวง ขี้หวง ขี้หึง
จงอย่าเป็นคนแส่ สอด เสือก เรื่องของคนอื่น

ซึ่งท่านจะรักษาคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ได้
จักต้องใช้ #มหาสติ ตามมรรควิถีจิตจักรวาลเท่านั้น

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
9-08-2016

หมายเหตุ:

ถ้าท่านอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้ว
หากท่านเกิดอคติบางประการต่อเรา
นี่ก็เท่ากับว่าท่านได้ล่วงเกินเราแล้วเหมือนกัน

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สายใยรัก "พลังจิตใต้สำนึก"





พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

ไม่ว่าท่านจะยังจดจำพระบิดาแห่งจิตวิญญาณ
ที่เราถวายพระนามว่า "องค์จิตจักรวาล" ไม่ได้
ทั้งๆที่พระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดจิตวิญญาณ
ซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ของท่านเองก็ตาม

ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ปฏิเสธการดำรงอยู่จริง
ของพระผู้ทรงเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
ของทุกถ้วนสรรพสิ่งในจักรวาลอันไพศาลนี้

ทั้งๆที่พระองค์ทรงเป็นดั่งแกนกลางของจักรวาล
ซึ่งยึดโยงประดาทุกสรรพสิ่ง
ที่ทรงกำหนดสร้างขึ้นไว้ทั้งหมด
จนเป็นที่มาของการที่ตัวเรา
ได้ถวายพระนามต่อพระองค์ว่า "จิตจักรวาล" ก็ตาม

เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
ตัวท่านเองโดยแก่นแท้คือจิตวิญญาณนั้น
จะยังคงมีสายสัมพันธ์แห่งรัก
ในรูปของคลื่นความถี่ทางพลังงาน
ยึดโยงกับองค์จิตจักรวาลอยู่ตลอดเวลา

เนื่องจากตัวท่านนี้ถือกำเนิดจากพระองค์
จึงไม่ต่างจากทารกน้อยทุกคน
ที่ถือกำเนิดมาจากแม่ของตนนั่นแหละนะ
โดยเมื่อแรกเกิดก็จักต้องมี
"สายรก" แสดงความผูกพันไว้กับแม่เสมอ
ต่อเมื่อถัดจากนั้นแม้สายรกจะถูกตัดออกจากกาย
แต่สายใยแห่งจิตใจที่เราเรียกว่า "สายรัก"
ระหว่างลูกกับแม่ก็ยังผูกพันมั่นคงเสมอ

ด้วยเหตุนี้เอง
ทุกลมหายใจเข้าออกของท่าน
จนแม้ทุกการสั่นสะเทือนทางจิตสาม (สำ) นึก
พระบิดาก็จะทรงรับรู้แรงสั่นสะเทือนนั้นๆ
ด้วยพลังงานทางจิตวิญญาณหรือ #พลังจิตใต้สำนึก
ที่พวกท่านเหวี่ยงกันออกมานี่เอง

เมื่อคลื่นพลังจิตของท่าน
ซึ่งอยู่ในรูปของคลื่นไฟฟ้าแม่เหล็ก
ที่เป็นคลื่นความถี่ด้านบวก
อันเกิดจากการที่ท่านสามารถ "รักได้ ให้เป็น" นั้น
เคลื่อนที่เดินทางไปจนถึงพระองค์เมื่อไหร่
คลื่นพลังจิตใต้สำนึกด้านบวกดังกล่าว
ก็จะวกกลับย้อนคืนมาสู่เจ้าของมันคือตัวท่าน
โดยที่พระบิดาจะทรงประทาน #บำเหน็จ
ซึ่งเป็นรางวัลแห่งความดีงามของท่านมาให้ด้วย

ในทางกลับกันถ้าคลื่นพลังจิตใต้สำนึกของท่าน
ที่สั่นสะเทือนไปถึงพระองค์นั้นมีคุณสมบัติเป็นลบ
คลื่นพลังจิตใต้สำนึกด้านลบดังกล่าว
ก็จะวกกลับย้อนคืนมาสู่เจ้าของมันคือตัวท่าน
ซึ่งแน่นอนว่า #บำเหน็จ ที่จะทรงประทานมาให้
มันย่อมเป็นรางวัลแห่งความไม่ดีงาม
เป็นรางวัลที่ท่านเองก็ไม่พึงประสงค์มันหรอก

นี่ไงล่ะ...
จึงเป็นที่มาของประโยคทองของเราที่ว่า
"กรรมดีกรรมชั่ว เป็นของตัวเอง
ใครทำใครได้ ทำแทนกันไม่ได้" นั่นล่ะนะ

ที่เราต้องนำเอาความจริงเรื่องนี้มากล่าวเผย
เพราะเรารู้ดีว่ามันเป็นองค์ความรู้อีกสิ่งหนึ่ง
ซึ่งมนุษย์โลกส่วนใหญ่ "ไม่รู้ว่าตนไม่รู้"

ท่านทั้งหลายจึงต้องรู้ว่า
กระบวนการแห่งรักที่ถักทอสายใย
ระหว่างท่านทั้งหลายแต่ละคนไว้กับพระบิดาเช่นนี้
มันถูกกำหนดไว้ให้เป็นไปตั้งแต่เมื่อแรกสร้างแล้วล่ะ

เพราะนอกจากกระบวนการที่ว่านี้
จะช่วยให้บุตรมนุษย์ทุกรูปธรรม
สามารถยึดโยงอยู่กับพระบิดา
ผู้ให้กำเนิดอย่างใกล้ชิดได้ตลอดเวลาแล้ว
พระองค์ก็จักเติมเต็มพลังทางจิตวิญญาณแก่ท่าน
ในทุกครั้งทุกคลื่นพลังจิตใต้สำนึกที่ดีๆ
จากการที่ท่านได้กระทำสิ่งดีๆนั้นผ่านจิตสำนึกเสมอ
เสมือนดั่งการชาร์จแบ็ตเตอรี่เพื่อเติมเต็ม
พลังอำนาจทางจิตวิญญาณของท่านโดยแท้

แต่น่าเสียดายนัก
ที่พฤติกรรมหลักๆในการดำเนินชีวิตประจำวันนั้น
พวกท่านได้แทรกแซงกระบวนการของ #พระเจ้า
เพราะตกเป็นทาสกิเลสตัณหาโดยไม่รู้ตัว
ท่านจึงติดต่อกับพระบิดาหรือพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้
ท่านจึงมีพลังงานทางวิญญาณที่อ่อนแอลงทุกที
ท่านจึงลืมพระบิดาแห่งจิตวิญญาณของท่านเอง

ความผิดบาปของท่านมี 2 ข้อ คือ

1.ถ้าท่านทำสิ่งใดแล้วหวังผลตอบแทน
หมายถึงทำสิ่งใดก็ตั้งเป้าหมายให้รางวัลตัวเองเสมอ
มันจึงยังผลให้พลังจิตใต้สำนึกไม่มุ่งตรงไปหาพระเจ้า
แต่มันจะมุ่งไปเที่ยวหาสิ่งที่ท่านต้องการนั้นแทน
พลังทางวิญญาณจะถูกใช้เปลืองไปแล้วไม่ได้คืน

2.ถ้าท่านใช้วิธี #สั่งจิตใต้สำนึก ให้เขาน้อมนำเอา
สิ่งดีใดๆในชีวิตที่ท่านต้องการมาให้
โดยมิได้สั่นสะเทือน #จิตสำนึก ของท่านเลย
ท่านจะสูญเสียพลังทางจิตวิญญาณมากกว่า
ความผิดบาปในข้อ 1

เพราะพระบิดาจะทรงเก็บพลังงาน
ส่วนที่ท่านเหวี่ยงมันออกมากลับคืนไปทั้งหมด
ยิ่งท่านใช้มันออกมามากเท่าใด
มันก็จะถูกเก็บคืนไปมากมายเท่านั้นแหละนะ

ที่เรากล่าวมาทั้งหมด
ล้วนเป็นความจริงที่จริงแท้

จะติดตามความรู้เรื่อง "พลังจิตใต้สำนึก"
บทเรียนต่อเนื่องกันอีกละก็
ยกมือขึ้นสูงๆอีกครั้งนะ...Hands Up!

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
9-08-2016

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

พลังอำนาจในตนเอง





พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย
พลังอำนาจภายในของท่าน
ที่ใช้ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต
ซึ่งท่านสามารถบงการมันได้นั้น
มีอยู่ 3 พลังด้วยกัน คือ
1.พลังแห่งกายสังขาร
2.พลังแห่งสมอง
3.พลังแห่งจิตใจ
*พลังแรก...
เป็นพลังแห่งกายสังขาร
เป็นพลังที่ตัวท่าน
จะต้องสั่นสะเทือนมันออกมาจากข้างใน
โดยที่เวลาจะยกสิ่งของ
ท่านก็จะต้อง "ออกแรงยก"
หมายถึงต้องเอาพลังจากข้างในออกมา
เพื่อใช้ในการ "ยก" ของสิ่งนั้น
ถ้าพลังหรือแรงที่ส่งออกมาจากข้างใน
มีน้อยกว่าน้ำหนักของสิ่งที่จะยก
ท่านก็จะ "ยกไม่ขึ้น" เพราะพลังไม่พอจะยก
ดังนั้น
แสดงว่าพลังกาย
ต้องขับออกมาจากข้างใน
*พลังที่สอง...
เป็นพลังแห่งสมอง
เป็นพลังที่ท่านจักต้องสั่นสะเทือนมันด้วยการ "คิด"
แต่สมองจะคิดเองไม่ได้
ต้องให้จิตของท่านเป็นผู้ออกคำสั่ง
การออกคำสั่งของ "จิต" ให้สมอง "คิด"
ก็คือ การสั่นสะเทือนจิตเป็น "การนึก"
เพราะการนึกเป็นการโปรแกรมคำสั่งให้สมองคิด
เนื่องจาก "จิต" เป็นนาย
กายก็คือ "สมอง" นี่แหละบ่าวหรือผู้รับใช้
ด้วยเหตุนี้เอง
พลังแห่งสมองจึงต้องสั่นสะเทือนออกมาจากข้างใน
โดยสั่นสะเทือนผ่านกระบวนการนึกแล้วนำมาคิดต่อ
เมื่อคิดต่อแล้วจึงค่อยถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด
หรือคิดต่อแล้วก็ถ่ายทอดออกมาเป็นการกระทำ
ดังนั้น
แสดงว่าพลังแห่งสมองหรือความฉลาดทางปัญญา
จะต้องขับออกมาจากข้างใน
ในลักษณะของการฉลาดคิด ฉลาดพูด ฉลาดทำ
*พลังที่สาม...
เป็นพลังแห่งจิตใจ
เป็นพลังที่ท่านจักต้องสั่นสะเทือนที่จิตเองโดยตรง
เพื่อนำไปใช้ในการสั่นสะเทือน
ให้เกิดเป็นพลังที่ 1 และ 2 ที่กล่าวมา
นั่นคือ
พลังกายจะเกิดขึ้นแล้วขับเคลื่อนออกมาไม่ได้
ถ้าไม่ใช้พลังแห่งจิตใจของท่าน
เป็นผู้เริ่มต้นและเป็นผู้สิ้นสุดการสั่นสะเทือนนั้น
พลังสมองของท่านก็เช่นกัน
มันจะเกิดเป็นความฉลาดทางปัญญาไม่ได้หรอก
ถ้าจิตของท่านไม่สั่นสะเทือนเพื่อการใช้มัน
ด้วยเหตุทั้งหมดนี้เอง
เราจึงจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของท่าน
มันล้วนมีอยู่ในตัวท่านเองกันอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่าท่านรู้หรือเปล่าว่าท่านน่ะมีอยู่
ถ้ารู้ว่ามีอยู่แล้วท่านสามารถเข้าถึงมันได้หรือเปล่า
ถ้าเข้าถึงมันได้แล้วท่านน่ะใช้ประโยชน์มันได้หรือยัง
ซึ่งคำตอบที่ถูกต้องจากคำถามเหล่านี้ก็คือ
ท่านต้องเรียนรู้และฝึกฝนให้เข้าถึง
พลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ในตนเองทั้งสามนี้ให้ได้
ท่านจงอย่าแสวงหาวิธีฉ้อฉล
ด้วยการหลอกลวงจิตวิญญาณของท่านเอง
ให้เข้าช่วยสร้างความสำเร็จใดๆในชีวิต
โดยไม่ใช้พลังกาย พลังสมอง และพลังจิต
ที่ตนเองล้วนมีอยู่ให้เกิดผลประโยชน์เลย
เพราะนอกจากจะทำให้พลังทางวิญญาณ
เกิดการเสื่อมถอยด้อยลงโดยใช่เหตุแล้ว
เมื่อท่านจบสิ้นอายุขัย
คงเหลือแต่ภาคส่วนที่เป็นจิตวิญญาณนั้น
พลังอำนาจทางวิญญาณของท่าน
อาจเทียบเท่าแค่มดแมลงตัวหนึ่งเท่านั้นเอง
ตัวอย่างวิธีการฉ้อฉลอาจเป็นดั่งนี้
1.การสั่งจิตตนเองว่า "ฉันจะรวย ฉันต้องรวย"
ด้วยการนึกฝันเอาแล้วเฝ้ารอคอยวันที่จะรวย
ด้วยหวังว่า "จิตใต้สำนึก" จะไปหาความรวยมาให้
2.การสั่งจิตตนเองว่า "ฉันจะสำเร็จ ฉันต้องทำสำเร็จ"
ด้วยการนึกฝันเอาแล้วเฝ้ารอคอยวันที่จะสำเร็จ
ด้วยหวังว่า "จิตใต้สำนึก" จะไปหาความสำเร็จมาให้
3.การสั่งจิตตนเองว่า "ฉันจะสอบได้ ฉันต้องสอบผ่าน"
ด้วยการนึกฝันเอาแล้วเฝ้ารอคอยการสอบผ่านนั้น
ด้วยหวังว่า "จิตใต้สำนึก" จะไปหาการสอบผ่านมาให้
ท่านจักต้องรู้ว่า
จิตใต้สำนึกเขาทำตามความต้องการของจิตสำนึก
ถ้าท่านสั่นสะเทือนตนเองตรงไปยังจิตใต้สำนึกเลย
โดยไม่สนใจที่จะสั่นสะเทือนทางจิตสำนึก
ตามกระบวนการทางธรรมชาติแล้ว
จิตใต้สำนึกซึ่งเป็นพลังทางจิตวิญญาณ
ก็จะสั่นสะเทือนตนเองไปแสวงหาสิ่งที่ท่าน "สั่ง" นั้น
เพื่อจะเหนี่ยวรั้งนำพามาให้ท่านให้จงได้
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า.....
จิตใต้สำนึกของท่านจะรู้จักมั้ยว่า?
ไอ้ตัว "รวย" น่ะมันอยู่ไหนในจักรวาลนี้
ไอ้ตัว "รวย" น่ะรูปลักษณ์หน้าตามันเป็นไง
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า.....
จิตใต้สำนึกของท่านจะรู้จักมั้ยว่า?
ไอ้ตัวที่เรียกว่า "สำเร็จ" น่ะ
มันอยู่ตรงไหนในจักรวาลนี้
ไอ้ตัวที่เรียกว่า "สำเร็จ" น่ะ
รูปลักษณ์หน้าตาของเจ้าตัวนี้มันเป็นไง
จนแม้กระทั่งรหัสของท่านที่สั่งว่า "จะสอบได้"
จิตใต้สำนึกเองก็ไม่รู้หรอกว่า
เจ้าตัว "สอบได้" หน้าตามันเป็นยังไงเช่นกัน
การสั่งจิตใต้สำนึกอยู่เช่นนี้
นอกจากจะสิ้นเปลืองพลังแล้ว
ยังยากที่จะได้ผลสำเร็จแท้จริงอีกด้วย
เพราะการได้แต่ตั้งความหวังแล้วนั่งรอผลสำเร็จ
โดยไม่ลงมือคิดหาวิธีการเหมาะๆ
โดยไม่ลงมือทำตามที่คิดได้คิดไว้นั่น
ท่านก็จะมิอาจประสบความสำเร็จ
บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้แต่ต้นได้เลย
แต่ว่า...
ท่านก็สามารถกระตุ้นจิตใต้สำนึก
ให้ทำหน้าที่ใดๆไปตามที่จิตสำนึกต้องการก็ได้
เพียงแต่ว่าท่านจักต้องเรียนรู้วิธีนั่นเอง
หากท่านต้องการรู้วิธีสั่งจิตใต้สำนึก
ที่ไม่ผิดบาปด้วยและยังได้ผลเป็นเลิศอีกด้วย
ก็ช่วยกัน "ยกมือ" อีกทีก็แล้วกันนะ
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
8-08-2016