วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มารในตนเอง







พี่ๆน้องๆที่รักแห่งเราทั้งหลาย

เราจะขอยกตัวอย่าง "จุดอ่อน" ของท่าน
ที่สามารถจะตกเป็นทาสของมาร

โดยเฉพาะมารภายในจิตใจของท่านเอง
อันเป็นจุดอ่อนจุดหนึ่ง คือ
"ความอยากกับไม่อยาก"
มาให้ท่านได้เรียนรู้โดยทั่วกันว่า

1.ถ้าท่านสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งใดก็ตาม
แล้วสั่นสะเทือนทางจิตใจ
จนเกิดเป็น "ความรู้สึก" ขึ้นมาเมื่อไหร่

2.จิตท่านจะใช้ "ความรู้สึก"
ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนั้น
เป็นเงื่อนไขให้จิตเอง
เกิดการสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องต่อไป
จนเกิดเป็น "ความอยาก" ขึ้นมาได้

3.ตัวความรู้สึก ในข้อ 1.นั้น
จิตมักอยู่ในอาการที่เรียกว่า

ชอบ กับ ไม่ชอบ
พอใจ กับ ไม่พอใจ
ยืนดี กับ ไม่ยินดี
เร้าใจ กับ ไม่เร้าใจ
......เป็นต้น

ความรู้สึกเหล่านี้นี่แหละ
ที่จะเป็นเงื่อนไขของจิตให้สั่นสะเทือนต่อ

จนเกิดเป็น "อยาก" เพราะชอบ
เกิดเป็น "ไม่อยาก" เพราะไม่ชอบ

เกิดเป็น "อยาก" เพราะพอใจ
เกิดเป็น "ไม่อยาก" เพราะไม่พอใจ

เกิดเป็น "อยาก" เพราะยินดี
เกิดเป็น "ไม่อยาก" เพราะไม่ยินดี

เกิดเป็น "อยาก" เพราะเร้าใจ
เกิดเป็น "ไม่อยาก" เพราะไม่เร้าใจ
........เป็นต้น

4.ถ้าจะเข้าใจง่ายขึ้นสำหรับท่าน
ที่มีปูมหลังทางธรรมะ
เราก็จะกล่าวง่ายๆให้ฟังว่า

"ความรู้สึก" ก็คือ "กิเลส" นี่แหละ
มันจะเป็นบ่อเกิดแห่ง "ตัณหา"
ซึ่งเป็น "ความอยาก-ไม่อยาก" ของจิต
เสมือนเป็นฝาแฝดกันเลยทีเดียว

กล่าวคือ......
ถ้าจิตท่านเกิดกิเลสขึ้นมาเมื่อไหร่
อาการของจิตที่เรียกว่า "ตัณหา"
มันก็จะปรากฏตัวตามมาเมื่อนั้น
เพราะมันเป็นของคู่กัน
กิเลสอยู่ที่ไหน
ตัณหาก็จักอยู่ตรงนั้น

5.เราคงมิพักต้องเปรียบเทียบหรอกว่า
ระหว่าง "กิเลส" คือ ความรู้สึก
กับตัว "ตัณหา" คือ ความอยากนั้น
ตัวไหนน่ากลัวกว่ากัน

ขอท่านรู้แต่เพียงว่า
ทั้งสองตัวนี่แหละคือ "มารภายใน"
เพราะเมื่อใดที่จิตเกิดความอยากแล้ว
หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "กฤตสติ" ค้ำจุน
จิตของท่านมันจะสั่งการให้สมองสั่งกาย
ให้ทำตามที่ "จิตอยาก" นั้นต้องการเสมอ

ดังนั้น
ตัวที่น่ากลัวก็คือ "มารภายใน"
อันหมายถึง "จิตอยาก-ไม่อยาก" นี่เอง

6.คนที่ตกเป็นทาสของความอยากนั้น
เมื่อถูกกระตุ้นหรือปลุกเร้า
ให้เกิดกิเลสแล้ว
ก็มักจะทำอะไรตามใจตนเอง
ไม่แคร์อารมณ์รู้สึกนึกคิดต้องการ
ของใครๆทั้งสิ้น

นึกอยากพูดอะไรก็พูด
ไม่อยากพูดก็ไม่พูด

นึกอยากทำอะไรก็ทำ
ไม่อยากทำก็ไม่ทำ เป็นต้น

นอกจากนั้น
ถ้าถูกขัดใจเมื่ออยากหรือไม่อยาก
จิตนั้นก็จะสั่นสะเทือนลงไป
ในทางต่ำยิ่งกว่าเดิมอีก
คือเกิด "โทสะจริต" จำพวก
โกรธ เกลียด เคียดแค้น ขุ่นเคือง เป็นต้น

อาการทางจิตที่เกิดขึ้นดังว่ามานี้
มันเกิดจากจิตไม่ใสใจไม่สวย
เพราะจิตขาดคุณสมบัติอันวิสุทธิ์
จึงยังมิอาจบรรลุมรรคผลสูงสุด
คือเข้าถึงสภาวะนิพพานได้

นอกจากนั้น...
เจ้ามารภายใน คือ อยากกับไม่อยากนี่แหละ
หากท่านไร้ "มหาสติ"
มันก็จะแอบออกไปสมคบกับ "มารภายนอก"
ซึ่งคราวหน้าเราจะสยายให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
จนยิ่งทำให้ท่าน "ตกบันไดนิพพาน" กัน
เหมือนเช่นทุกวันนี้นั่นเอง

ดังนั้น
คนที่ชีวิต "ติดอยากกับไม่อยาก"
อันเกิดจากมารภายในตนเอง
ก็คือคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้
ที่มิอาจนำพาแก่นแท้ของตนกลับบ้าน

กลับคืนยังแดนสุญญตา
ที่ตนจากมาตั้งนานแล้วได้นั่นเอง
หมายรวมถึงผู้ใดกันบ้างล่ะเนี่ย?

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
9-2-2016

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

มารก็รู้ธรรมมะ








ขณะที่ทรงใช้เรามา
เพื่อทำการคัดปลาออกจากน้ำ
เพื่อนำลูกแกะหลงทางกลับสู่ฝูง
เพื่อมาจูงเจ้าสาวเข้าสู่ประตูวิมาน ณ ด่านนภาลัย
เพื่อกลับมาทำหน้าที่ตามที่ให้สัญญาไว้

พลัน.....ดาวโลกเสรีนี้
ก็จักมีการล่าสาวกเกิดขึ้นไปทั่ว

จงหยิบปัญญามานิพพาน
จงอย่าได้หูเบา
จงอย่าได้ใจเบา

เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
8-2-2016

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อุปสรรคขวากหนามบนเส้นทางชีวิตสู่นิพพาน








เราจะกล่าวความจริงต่อท่านทั้งหลายว่า
เมื่อโลกเริ่มเข้าสู่โหมดของการชำระ
อย่างเต็มรูปแบบแล้วนี้
หนึ่งในหลายสิ่งที่ท่านทั้งหลายพึงระวังก็คือ
การถูกมารหลอกลวงให้หลงทาง
"มาร" คือ ผู้ที่ทำตนเป็นอุปสรรคขัดขวาง
เพื่อถ่วงรั้งให้ท่านมิอาจเข้าถึงนิพพานได้ง่ายๆ
โดยจะใช้วิธีโจมตีจุดอ่อนของท่าน
ซึ่งคนส่วนใหญ่นั้น
จุดอ่อนจะมีอยู่ด้วยกัน 9 จุด คือ
1.ความไม่รู้
2.ความไม่ฉลาด
3.ความลุ่มหลงงมงาย
4.ความอยากรู้อยากเห็น
5.ความอยากรวย
6.ความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จ
7.ความกลัว
8.ความลี้ลับมหัศจรรย์
9.ความหัวอ่อน เชื่อง่าย
ถ้าท่านไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อมาร
ก็จงครอง "มหาสติ"
ที่เรียกว่าธรรมชาติสมาธิให้มั่นคงไว้
แล้วพิจารณาตนเองว่า
ควายทั้ง 9 ตัวที่กล่าวไว้ข้างต้นน่ะ
ท่านเลี้ยงตัวไหนเอาไว้บ้าง
เมื่อพบตัวหนึ่งตัวใดก็ตาม
ก็จงเร่งกำจัดจุดอ่อนนั้นเสีย
เอเมน สาธุ
ป.วิสุทธิปัญญา
7-2-2016