วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

56วัน7ราตรี - โดย อ.ปริญญา ตันสกุล 1/5



1. ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนเข้าใจและเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระศาสดา แห่งศาสนาที่แต่ละคนนับถืออยู่นั้น โดยไม่เชิญชวนให้ท่านเปลี่ยนศาสนาโดยเด็ดขาด 2. เราถือว่าศาสนาทุกศาสนาล้วนยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่อยู่แล้ว พวกเราจึงไม่ได้มีความคิดที่จะตั้งศาสนาใหม่หรือลัทธิใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น 3. เรา เชื่อว่าศาสนาทุกศาสนาล้วนเป็นสากล เพราะพระธรรมคำสอนของพระศาสดาทุกพระองค์ล้วนสอนมนุษย์ให้เป็นคนดี มีความรักต่อกัน สอนให้รู้จักใช้เหตุผล สอนให้ไม่โง่และงมงาย และสอนไม่ให้ก้าวล่วงผู้อื่น (มีศีล) เหมือนกันเลย แต่ที่เราต้องเรียนรู้คำสอนรวมกันทั้งสามศาสนา เพราะพวกเราบางคนนับถือคนละศาสนากัน จึงได้นำเอาพระธรรมของแต่ละศาสดามาเติมเต็ม หรือบูรณาการให้เข้าใจกันลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั่นเอง เราจึงจำเป็นต้องใช้คำศัพท์เฉพาะที่พระศาสดาพระองค์นั้นๆ ทรงตรัสไว้ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระศาสดาพระองค์นั้นๆเป็นสำคัญด้วย มิได้มีเจตนาจะเอามาต้มยำทำแกง ตะแบงคำ อย่างที่บางคนร้อนตัวร้อนใจแต่อย่างใด และการที่เราไม่คิดบัญญัติคำใหม่ขึ้นมาแทนคำนั้นๆ ก็เพราะต้องการยืนยันว่า เรามิได้ต้องการสร้างลัทธิใหม่หรือตั้งศาสนาใหม่ หรือต้องการทำลายศาสนาดีๆ ที่มีอยู่อย่างที่บางคนคิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น (เรื่องนี้สมาชิกของเราทุกคน ยืนยันได้ว่าจริงอย่างที่เรากล่าวมาใช่มั้ย?) หากใครจะสร้างลัทธิใหม่ศาสนาใหม่จริงๆแล้วยังดันไปลอกเลียนคำศัพท์คำสอนของ พระศาสดาพระองค์อื่นๆ นั้น แค่คิดก็น่าอายแล้ว และคงไม่มีใครโง่ไปเชื่อตามแน่ๆ เพราะทุกท่านล้วนมีภูมิปัญญาทั้งนั้น 4. สิ่ง สุดท้ายที่อยากกราบเรียนท่านผู้เจริญทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ก็คือ พระผู้ทรงเป็นองค์ความรู้ของเรา คือ องค์จิตจักรวาลนั้น พวกเราเรียกพระองค์ท่านว่า พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับลัทธิไหนศาสนาใดทั้งสิ้น พระองค์ทรงเป็นเพียงองค์ความรู้ของพวกเรา ที่ช่วยเมตตาสื่อสอนให้พวกเราได้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ และทรงสอนให้พวกเราได้คิด คิดได้ และคิดเป็น เพื่อทำความเข้าใจในข้อธรรมะของพระศาสดาแต่ละพระองค์ให้กระจ่างมากขึ้นแทน ที่จะงมงาย และยึดติดอยู่กับสัญลักษณ์หรือพิธีกรรม โดยที่พระองค์มิใช่ศาสดาใหม่ของโลกที่จะมาทำลายศาสนาไหนๆ ทั้งสิ้น เพราะพระองค์ทรงเป็นที่สุดแห่งที่สุดอยู่แล้ว 5. พวกเราทุกคนเชื่อว่า พระศาสดาพระองค์ต่อไปก็คือ พระศาสดาศากยมุณีศรีอริยเมตไตรย์ เท่านั้นครับ 6. พวกเรายินดีต้อนรับศาสนิกชนคนประพฤติธรรมทุกคน ที่พร้อมจะยกระดับสติปัญญา พัฒนาจิตสำนึกร่วมกัน ไม่ว่าท่านจะรับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม เพื่อจะช่วยกันปฏิบัติตามปริศนาธรรมของพระพุทธองค์ที่ว่า "เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เราคือโลก โลกคือเรา" อย่างเป็นรูปธรรมกันจริงๆ เสียที แทนที่จะมีดีแต่ที่ปากเท่านั้น 7. จง อย่าระแวงพวกเราเลยเพราะจะเกิดทุกข์ใจโดยเปล่าดาย ติดตามพฤติกรรมพวกเราไปเรื่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ท่านจะรู้จักเรามากขึ้น และอาจเป็นอีกคนหนึ่งที่สักวันท่านจะรักพวกเราเหมือนที่เรารักท่านอยู่เช่น กัน

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

#167ไขรหัสลับจากฟ้า_clip4.flv

ซี่รี่ส์8 สหพันธืทางจิต กับพฤติกรรมมนุษย์





ซี่รี่ส์8 สหพันธืทางจิต กับพฤติกรรมมนุษย์
หนังสือที่อยากแนะนำให้หาอ่านเพิ่มเติม
บอกก่อนนะครับ ว่าไม่ได้มาขายหนังสือ เพียงแต่อยากให้ซื้อมาอ่านกัน สำหรับคนที่กำลังหาความรู้เพิ่มครับ

1สาเหตุสำคัญในการหลงมิติแห่งจิตวิญญาณ มีอะไรบ้าง แล้วอาการหลงมิติแห่งจิตวิญญาณมันเกิดขึ้นได้อย่างไรและทำไมการหลงมิติแห่งจิตวิญญาณจึงเป็นสาเหตุหรืออุปสรรคต่อการเรียนรู้
อีกทั้งทำให้จิตวิญาญาณของเราหมุนช้าลง หาคำตอบใด้จากเล่มนี้ครับ
2คุณเคยเฉลียวใจ หรือเอะใจ กับเรื่องนี้บ้างไหม ..ความสัมพันธ์ระหว่างมิติทางกายภาพ กับมิติทางพลังงาน มันเป็นยังไง (เรื่องนี้ล้วนเกี่ยวโยงไปถึงคำสอนของพระพุทธองค์ ว่าด้วย   ทางสายกลาง หรือมัฌชิมาปฎิปทานั่นเอง)ถ้าจะชัดแจ้งต้องอ่าน คนสองมิติครับ
3คุณจะเป็น 1 ในนั้นหรือเปล่าที่ทำให้ ทั้งสองพระองค์ ทรงมี น้ำพระเนตหลั่งไหลเป็นสายชล
กับการที่ทั้งสองพระองค์จะต้องสูญเสียบุตรของพระองค์ไปชั่วนิรันดร์
กับข้อหาเหล่านี้
-ผู้ที่ประพฤตนไม่มีศีลธรรม
-ผู้ที่ใช้สติปัญญาอวดอุตริจากจิตไร้สำนึก
-ผู้ที่อยู่ในจมในความงมงาย
-ผู้ที่เข้าถึงพลังอำนาจในตนเองไม่ได้
-ผู้ที่มีผลกรรมเกิน 30เปอร์เซ็นต์ ของทั้งหมดที่มีอยู่(ข้อนี้ทุกคนรู้แล้วไช่ไหมครับว่า เราจะต้องจัดการกับตัวเราเองยังไง-ถ้าคุณยัง50/50)
-ผู้ที่ปฎิเสธพระโอวาทอันเป็นความรักที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระบิดา ซึ่งถ่ายถอดมาให้อย่างต่อเนื่อง
บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่ อยู่ในบัญชีราบชื่อที่ถูกคัดออก ของพระบิดาเรียบร้อยแล้ว.
ขออนุญาติคัดลอกบางส่วนในหนังสือเพื่อเป็นกระตุ้นในการเรียนรู้เพิ่มเติมครับ

สิ่งที่พระบิดาต้องการทรงสอนให้เรามีสำนึกว่า
-จงอย่าเชื่อตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสของตนเองมากเกินไปว่าสิ่งที่เราสัมผัสรู้ดูเห็นมันอยู่นั้น ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นที่สุดแล้ว โดยเด้ดขาด เพราะเบื้องหลังทางกายภาพในมิติที่สูงกว่านั้นยังมีอยู่
-ข้อพิจารณาความจริงที่จริงแท้ดังต่อไปนี้บ้างว่า ได้แง่คิดอะไรที่จะช่วยตัวเราเองไม่หลงมิติทางกายภาพอีกต่อไปบ้างหรือไม่
 การที่สุนัขส่งเสียงเห่าหอนในยามค่ำคืน เมื่อมันได้รับคลื่นความถี่เสียง ด้วยปราสาทหูของมัน ในย่านความถี่ที่ปราสาทหูของมนุษย์ไม่อาจรับรู้ได้ หรือไม่ใด้ยิน
 การที่แมวสามารถเดินเล่นในยามราตรีในที่ๆมืดมิดได้โดยไม่เกิดอุบัติเหตุ ชนนั่นชนนี่ ถึงขนาดวิ่งไล่จับหนูที่ปราดเปลียวท่ามกลางความมือได้เป็นอย่างดี ในขณะที่มนุษย์มองไม่เห็นในความมืดและก็กลัวความมืด
 การที่สุนัขตำรวจตามกลิ่นผู้ร้าย หรือยาเสพติดได้ด้วยจมูกของมันเอง ในขณะที่มนุษย์ไม่อาจทำได้
 การที่มอปลวกและแมลงเม่า พากันอพยพ ตนเองเพื่อหนีน้ำได้ล่วงหน้า ก่อนที่น้ำจะมา ขณะที่มนุษย์เองไม่รู้ล่วงหน้าด้วยตนเองเลย ฝนตกน้ำท่วมแล้วเท่านั้นจึงจะรู้ได้
 การที่ เต่า อึ่งอ่าง กบ เขียด และงู รู้ล่วงหน้าได้ทั้งๆที่ไม่มีปฎิทิน ไม่มีนาฬิกา โดยรู้ว่าเมื่อใดจะถึงฤดูกาลที่มันจะต้องจำศีลอยู่ในรู ไหนเป็นฤดูหนาวฤดูร้อน ทั้งๆที่มันเป็นแค่สัตว์ประจำโลกตัวน้อยๆ ปัญญานิดๆ เท่านั้นเอง
 การที่ผูงผึ้งและนกพิราบ สามารถออกไปหากินในที่ไกลๆได้ และสามารถบินกลับลังของมันได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ โดยที่ไม่ต้องมีแผนที่ ไม่ต้องมีเข็มทิศช่วยเหลือเหมือนมนุษย์
  ถาพของสัตว์ประจำโลก ที่แสดงพลังอำนาจในการรับรู้และการหยั่งรู้ข้างต้น พระบิดามีพระประสงค์ให้เป็นบทเรียน สร้างจิตสำนึกให้แก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย เพื่อให้เกิดการละวางการหลงตัวเองลง โดยมีสัตว์เหล่านั้นเป็นครูของตนเองให้ได้เรียนรู้ความจริงในเรื่องนี้ว่า แท้จริงแล้วมนุษย์ไม่อาจกล่าวได้เลยว่า ตนเองประเสริฐสุดแท้จริงเหนือทุกสรรพสิ่งอื่นใดที่คิดและเข้าใจเลย
 ตา กับ หู ก็ยังสู้หมากับแมวไม่ได้
 ระดับการหยั่งรู้ด้วยสัญชาติญาณของจิต ก็ยังสู้ เต่า กบ ผึ้ง มด ปลวก หรือนกพิราบไม่ได้
 เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะหลงตนเอง ว่าเหนือสรรพสิ่งอื่นแท้จริงได้อย่างไร เมื่อลึกไปกว่าสิ่งที่ตนเองไม่รู้ว่าต้องรู้ยังมีอยู่อีกมาก
แม้พระบิดาจะส่งบทเรียนเตือนสติมาให้ ผ่านสัตว์ประจำโลกดังกล่าวเพื่อให้มนุษย์มีสำนึก แต่ก็ยังพากันละเลยไม่ใส่ใจ เพราะมัวแต่หลงตัวเองไปเสียตั้งนานแล้ว..