ความเห็นส่วนตัว ของผมที่ทำเว็ปไซด์นี้

เป็นเนื้อหา ทางสัจธรรมของทุกๆศาสนามาอยู่ที่เดียวกัน โดยไม่แบ่งแยกว่า จะต้องเป็นแค่ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ทำขึ้นเพื่อให้เกียติแก่อ.ที่เขียนบทความ ที่นำความรู้ทั้งหลายมากล่าวไว้ในหนังสือ จึงทำให้ผมเกิดการเรียนรู้ และเข้าใจในหลักคำสอนของศาสดาแต่ละพระองค์ได้เป็นอย่างดี เลยเป็นที่มาของการจัดทำ เว็ปนี้ขึ้นมา เจตนาของผมก็อยากจะให้คนที่ยังไม่เข้าใจได้เข้าใจยิ่งขึ้น ความรู้ที่ได้ ล้วนมาเติมเต็มในสิ่งที่ขาด และใด้รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ และรู้ในสิ่งที่เรายังไม่รู้ให้ได้รู้อีกด้วย

โปรดอ่านด้วยจิตใจที่สงบ เพื่อไม่เป็นการก้าวล่วงต่อพระอาจารย์ ป.วิสุทธิปัญญา ด้วยความเคารพครับ.

ขอออกตัวก่อนครับว่า รูปแบบทั้งหมดที่ผมนำมาลงทั้งหมดนี้ ผมเป็นคนจัดทำขึ้นมาเองทั้งสิ้น หากแต่มีบทความที่คัดลอกมาลงเป็นเพียงบทความที่ชื่นชอบเป็นพิเศษเท่านั้น หากแม้มีส่วนส่วนใดที่ทำให้ท่านทั้งหลายที่เข้่ามาอ่านนั้น มีอคติ ต่อข่าวสารชิ้นนี้
ผม สมกิจ รวยเต็มหัตถ์ ขอน้อมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องอันใด กับพระอาจารย์ป.วิสุทธิปัญญาผู้ที่ให้ความรู้แต่ใดๆทั้งสิ้น..ผมหวังเพียงแค่เมื่อคนที่เข้ามาอ่านแล้ว จะเกิดสติทางปัญญาจะทำให้คุณเข้าใจคำสอนของพระศาสดาทุกๆพระองค์ต่างๆได้ดียิ่งขึ้น ทั้งมีความรักและความเห็นใจเพื่อนมนุษย์ และรักโลกของเรามากขึ้น.ผมไม่มีเจตนอื่นใดๆแอบแฝงทั้งสิ้น มีแต่ความปราถนาดีที่จะเห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมองเห็นหนทางสู่การหลุดพ้นได้ดีและง่ายยิ่งขึ้นในภพชาตินี้.. ขอความรักและสันติสุขจงมีแก่คุณทุกคน ด้วยจิตคาราวะ...

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554

Video of cars, ships wrecked by tsunami waves after Japan earthquake



1. ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนเข้าใจและเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระศาสดา แห่งศาสนาที่แต่ละคนนับถืออยู่นั้น โดยไม่เชิญชวนให้ท่านเปลี่ยนศาสนาโดยเด็ดขาด 2. เราถือว่าศาสนาทุกศาสนาล้วนยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่อยู่แล้ว พวกเราจึงไม่ได้มีความคิดที่จะตั้งศาสนาใหม่หรือลัทธิใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น 3. เรา เชื่อว่าศาสนาทุกศาสนาล้วนเป็นสากล เพราะพระธรรมคำสอนของพระศาสดาทุกพระองค์ล้วนสอนมนุษย์ให้เป็นคนดี มีความรักต่อกัน สอนให้รู้จักใช้เหตุผล สอนให้ไม่โง่และงมงาย และสอนไม่ให้ก้าวล่วงผู้อื่น (มีศีล) เหมือนกันเลย แต่ที่เราต้องเรียนรู้คำสอนรวมกันทั้งสามศาสนา เพราะพวกเราบางคนนับถือคนละศาสนากัน จึงได้นำเอาพระธรรมของแต่ละศาสดามาเติมเต็ม หรือบูรณาการให้เข้าใจกันลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั่นเอง เราจึงจำเป็นต้องใช้คำศัพท์เฉพาะที่พระศาสดาพระองค์นั้นๆ ทรงตรัสไว้ เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระศาสดาพระองค์นั้นๆเป็นสำคัญด้วย มิได้มีเจตนาจะเอามาต้มยำทำแกง ตะแบงคำ อย่างที่บางคนร้อนตัวร้อนใจแต่อย่างใด และการที่เราไม่คิดบัญญัติคำใหม่ขึ้นมาแทนคำนั้นๆ ก็เพราะต้องการยืนยันว่า เรามิได้ต้องการสร้างลัทธิใหม่หรือตั้งศาสนาใหม่ หรือต้องการทำลายศาสนาดีๆ ที่มีอยู่อย่างที่บางคนคิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น (เรื่องนี้สมาชิกของเราทุกคน ยืนยันได้ว่าจริงอย่างที่เรากล่าวมาใช่มั้ย?) หากใครจะสร้างลัทธิใหม่ศาสนาใหม่จริงๆแล้วยังดันไปลอกเลียนคำศัพท์คำสอนของ พระศาสดาพระองค์อื่นๆ นั้น แค่คิดก็น่าอายแล้ว และคงไม่มีใครโง่ไปเชื่อตามแน่ๆ เพราะทุกท่านล้วนมีภูมิปัญญาทั้งนั้น 4. สิ่ง สุดท้ายที่อยากกราบเรียนท่านผู้เจริญทั้งหลายไว้ ณ ที่นี้ก็คือ พระผู้ทรงเป็นองค์ความรู้ของเรา คือ องค์จิตจักรวาลนั้น พวกเราเรียกพระองค์ท่านว่า พระบิดาแห่งจิตวิญญาณ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับลัทธิไหนศาสนาใดทั้งสิ้น พระองค์ทรงเป็นเพียงองค์ความรู้ของพวกเรา ที่ช่วยเมตตาสื่อสอนให้พวกเราได้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ และทรงสอนให้พวกเราได้คิด คิดได้ และคิดเป็น เพื่อทำความเข้าใจในข้อธรรมะของพระศาสดาแต่ละพระองค์ให้กระจ่างมากขึ้นแทน ที่จะงมงาย และยึดติดอยู่กับสัญลักษณ์หรือพิธีกรรม โดยที่พระองค์มิใช่ศาสดาใหม่ของโลกที่จะมาทำลายศาสนาไหนๆ ทั้งสิ้น เพราะพระองค์ทรงเป็นที่สุดแห่งที่สุดอยู่แล้ว 5. พวกเราทุกคนเชื่อว่า พระศาสดาพระองค์ต่อไปก็คือ พระศาสดาศากยมุณีศรีอริยเมตไตรย์ เท่านั้นครับ 6. พวกเรายินดีต้อนรับศาสนิกชนคนประพฤติธรรมทุกคน ที่พร้อมจะยกระดับสติปัญญา พัฒนาจิตสำนึกร่วมกัน ไม่ว่าท่านจะรับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม เพื่อจะช่วยกันปฏิบัติตามปริศนาธรรมของพระพุทธองค์ที่ว่า "เมตตาธรรมค้ำจุนโลก เราคือโลก โลกคือเรา" อย่างเป็นรูปธรรมกันจริงๆ เสียที แทนที่จะมีดีแต่ที่ปากเท่านั้น 7. จง อย่าระแวงพวกเราเลยเพราะจะเกิดทุกข์ใจโดยเปล่าดาย ติดตามพฤติกรรมพวกเราไปเรื่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ท่านจะรู้จักเรามากขึ้น และอาจเป็นอีกคนหนึ่งที่สักวันท่านจะรักพวกเราเหมือนที่เรารักท่านอยู่เช่น กัน

อ่านพุทธประวัติทั้งหมดที่นี่

พุทธประวัติ

หนังสือดีที่อยากแนะนำให้อ่าน.



จิตจักรวาล - Puss TV

จิตจักรวาล - Puss TV

ขณะนี้โลกถูกตัดสินแล้วว่าจะต้องถูกชำระ เพราะให้มนุษย์ด้วยกันค้ำจุนโลกให้สมดุลไม่ได้แล้ว มนุษย์เราเป็นตัวการ ขณะที่จิตวิญญาณเราถูกส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อทำหน้าที่ค้ำจุนโลก แต่มนุษย์เองกลับทำลายความสมดุลของระบบโลกซะเอง แทนที่เราจะมาค้ำจุน นี่คือโทษหนัก คือไม่เชื่อศาสดาของตัวเอง เอาศาสดามาอ้างอย่างเดียวว่า ฉันเป็นคนมีศาสนา มีศาสดา แต่ไม่เคยเชื่อฟังและเคารพพระศาสดาอย่างแท้จริง เอามาพูดเพื่อเอาดีใส่ตัว เพื่อแอบอ้างกันเท่านั้น นั่นคือความเหลวไหลของมนุษย์ ผมถึงบอกว่าคุณนับถือศาสนาใดก็ได้ แต่อย่างมงาย เอาแก่นแท้ของธรรมะ ของศาสนานั้นมาปฏิบัติให้ได้ เพราะมันมีต้นธรรมต้นเดียวกัน แต่ละพระองค์มาเกิดกันคนละยุคคนละสมัย เราจะไปแบ่งแยกศาสดาว่าเราเอาพระพุทธเจ้า ไม่เอาคริสต์ ไม่เอาอิสลามไม่ได้ เพราะพระศาสดาล้วนเป็นผู้มีเมตตาต่อมนุษย์อย่างเรา ๆ ทั้งนั้น พระองค์อุตส่าห์จุติมาเป็นพระศาสดาเพื่อมาสอนให้พวกเรามีสติทางวิญญาณ ถ้าไม่มีพระองค์มาสอน เราก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตนอย่างไร มาสร้างสำนึกให้ แต่นี่ปรากฏว่าเรารักพระพุทธเจ้า แต่เราไปเกลียดศาสนาอื่น หรือเรารักพระเยซูคริสต์แต่เราไปเกลียดพระพุทธเจ้า เราทำอย่างนั้น เรางมงายและเราโง่มาก ๆ มันไม่ถูกต้อง นั่นคือหน้าที่ที่อาจารย์มาสอน สอนว่าเราจะต้องประพฤติ ปฏิบัติตนอย่างไร
อาจารย์สอนแม้กระทั่งที่ว่า เราจะต้องเตรียมตัวผจญกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับโลกอย่างไรบ้าง อาจารย์พูดมาเกือบ 10 ปีแล้ว และก็จะพูดต่อไปเรื่อย ?

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554

คนสองมิติ บทที่2

เนื่องจากองค์พระบิดา ซึ่งเป็นพระผู้สร้างหรือผู้ให้กำเนิดถ้วนทุกสรรพสิ่งที่กล่าวมานั้น ทรงเป็นรูปธรรมทางพลังงานระดับ มหาสุญญตา และทรงเป็น แก่นแท้ของจักรวาล หรือทรงเป็น จิตแห่งจักรวาล ดังนั้นบุตรทั้งหลายของพระองค์ หรือทุกสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตไม่มีชีวิตทั้งหลาย ย่อมจะต้องได้รับการถ่ายทอดความเหมือนกันทางบุคลิกองค์พระบิดาด้วยกันทั้งสิ้น หมายความว่า
ถ้าพระองค์ทรงมีรูปธรรมเป็น พลังงาน บุตรทั้งหลายของพระองค์ก็ย่อมจะต้องมีรูปธรรมเป็น พลังงาน ด้วยกันทั้งสิ้นไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้นเลย
เพื่อมนุษย์ทั้งหลายจะได้เข้าใจถ่องแท้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้นจากความในย่อหน้าข้างบนนั้นว่า คำกล่าวนั้นมิได้แตกต่างไปจากการให้กำเนิดบุตรของบิดามารดาผู้มีเครื่องยนต์แห่งกรรมเป็นรูปธรรมมนุษย์หรือสัตว์ประจำโลกแต่อย่างใด กล่าวคือ
ถ้าบิดามารดาเป็นมนุษย์ บุตรที่ให้กำเนิดจากครรภ์มารดานั้นย่อมต้องเป็นมนุษย์
ถ้าบิดามารดาเป็นสัตว์ชนิดใด บุตรที่ให้กำเนิดจากครรภ์หรือไข่ของมารดานั้น ก็ย่อมต้องเป็นสัตว์ชนิดนั้นเสมอ
นี่คือสิ่งที่ใกล้ตัวมนุษย์ทั้งหลายที่คงพอจะทำความเข้าใจกันได้บ้างแล้วว่า ตัวตนรูปลักษณ์ของผู้เป็นบิดามารดาเป็นเช่นไร ตัวตนรูปลักษณ์ของบุตรของตนก็ย่อมต้องมีบุคลิกลักษณะเช่นนั้นเสมอ บิดามารดามีอุปนิสัยใจคอเช่นไร บุตรของตนก็ย่อมมีส่วนได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัตินั้น ๆ ติดไปด้วย
กรณีการให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งหลายของพระบิดาจึงมิต่างกัน
เพราะพระบิดาทรงมีเครื่องยนต์แห่งกรรมเป็น พลังงาน และทรงมีคุณสมบัติแห่ง มหาสุญญตา คือ มีค่าคลื่นความถี่ของการสั่นสะเทือนด้านบวกสูงสุดด้านเดียว และมีอนุภาคประจุไฟฟ้าของคลื่นความถี่เป็นบวกร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือทรงมีพลังงานความรักและคลื่นความรักเป็นทั้งพระบารมีและอำนาจ เมื่อพระองค์ทรงกำหนดสร้างสรรพสิ่งใด ๆ ขึ้น สรรพสิ่งนั้นย่อมมีบุคลิกลักษณะและคุณสมบัติพื้นฐานเป็นเช่นเดียวกันกับพระองค์เองทุกประการ
ด้วยเหตุนี้เอง สรรพสิ่งใดก็ตามที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น สรรพสิ่งนั้นจึงเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่สมดุลดังเช่นพระองค์เองเป็นสำคัญ มนุษย์จึงต้องเรียกรูปธรรมทางพลังงานซึ่งเป็นสรรพสิ่งที่ทรงสร้างขึ้นว่า ตัวตนแก่นแท้ เพราะพลังงานไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมประเภทใดคุณสมบัติใด เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่มีวันสูญหายไปไหนได้
เมื่อมนุษย์ได้รู้แล้วว่า สรรพสิ่งที่พระบิดาทรงสร้างขึ้น หรือพระบุตรทั้งหลายของพระองค์ที่เรียกว่า ตัวตนแก่นแท้ อันเป็น รูปธรรมทางพลังงานที่สมดุลดังกล่าวนั้น มนุษย์ก็ควรจะต้องรู้ต่อไปว่าไม่ว่าบิดามารดาของเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์คู่ใด เมื่อมีบุตรถือกำเนิดขึ้น ย่อมมีสิ่งที่ถือปฏิบัติกันดังต่อไปนี้ใช่หรือไม่ ?
ถ้าบุตรยังเป็นทารกแรกเกิดใหม่ ยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสาก็คงจะมีแต่ตัวล่อนจ้อน คือ มีเพียงหนังหุ้มผิวกายของบุตรของตนเท่านั้น
ต่อเมื่อเห็นเหมาะสม บิดามารดาจึงนำเอาเสื้อผ้าอาภรณ์มาปกปิดพันกาย ห่อหุ้มไว้เป็นเปลือกนอกของทารกอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้บุตรน้อยรู้สึกอบอุ่นกายสบายตัว พอโตขึ้นมาหน่อยก็เติมแต้มสีสัน แบบ และลวดลายของอาภรณ์ที่สวมใส่จนแปลกตาแตกต่างกันไป
จนเมื่อเติบใหญ่ การสวมใส่อาภรณ์ของมนุษย์คนนั้นจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของตนเองที่ขาดไม่ได้ไปในที่สุด และต้องสวมใส่อยู่เช่นนั้นตราบจนวันทิ้งกายสังขารของตนไปนั่นเอง
มนุษย์ทั้งหลายรู้หรือไม่ว่า รหัสความคิดในการจัดสรรด้านเสื้อผ้าอาภรณ์ให้แก่บุตรน้อยของบิดามารดาซึ่งเป็นมนุษย์ทั้งหลายนั้นพระบิดาเป็นผู้กำหนดรหัสนี้ไว้ให้ในจิตวิญญาณของแต่ละคนมาตั้งแต่ต้นแล้ว เพื่อสะท้อนภาพมายาให้บุตรผู้เป็นรูปธรรมมนุษย์ทั้งหลายได้สำนึกรู้ว่า แท้แล้วนั่นคือสิ่งที่พระบิดาได้กำหนดกระทำต่อทุกสรรพสิ่งที่พระบิดาได้ให้กำเนิดขึ้นมาเช่นเดียวกัน
กล่าวคือ สรรพสิ่งซึ่งเป็นตัวตนแก่นแท้ อันเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่พระบิดากำหนดสร้างใหม่ขึ้นมานั้น ทุก ๆ รูปธรรม พระบิดาได้กำหนดให้มีอาภรณ์ห่อหุ้มตัวตนแก่นแท้เอาไว้ภายในด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เองแต่ละรูปธรรมทางพลังงานที่เป็นแก่นแท้ จึงต้องมี เปลือกนอก เสมือนเป็นอาภรณ์ห่อหุ้มแก่นแท้เอาไว้ภายในด้วยกันทั้งสิ้น โครงสร้างทางกายภาพของทุกสรรพสิ่งในจักรวาลของพระบิดาจึงประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ส่วนของเปลือกนอกและส่วนของตัวตนแก่นแท้ที่เป็นพลังงาน ซึ่งเร้นอยู่ภายในดังภาพประกอบ นั่นเอง
มนุษย์จะต้องทำความเข้าใจเอาไว้ตรงนี้ด้วยว่า เปลือกนอก หรืออาภรณ์ของมนุษย์ซึ่งเป็นเสื้อผ้าพันกายนั้น มนุษย์คิดดีไซน์ออกแบบกันอย่างสวยงาม แปลกตา สาระพัดแบบ สาระพัดลวดลาย โค้งเว้ายาวสั้นไม่ซ้ำแบบ แต่ละสรรพสิ่งที่พระบิดากำหนดสร้างให้เป็นเปลือกนอกของแก่นแท้ที่เป็นรูปธรรมพลังงานทั้งหลาย จึงดูเหมือนมีมากมายหลายแบบด้วยเช่นกัน
บ้างก็เป็นรูปธรรมทางพลังงานเปลือยเปล่า คือ มีพลังงานที่เข้มข้นกว่าเป็นเปลือกนอกห่อหุ้มนิวเคลียสหรือแก่นแท้เอาไว้เท่านั้น ไม่ต่างจากทารกแรกเกิดที่มีแต่หนังหุ้มกาย เพื่อแสดงความเป็นตัวตนแท้จริงนั่นเอง
บ้างก็เป็นรูปธรรมทางพลังงาน ที่มีเปลือกนอกเป็นวัตถุธาตุมวลหยาบ ๆ ซึ่งมีทั้งขนาด และ รูปลักษณ์ต่าง ๆ กันไปตามที่พระบิดาจะทรงกำหนดออกแบบให้ เช่น บ้างก็มีเปลือกนอกเป็นดาวเคราะห์โลก เป็นดวงจันทร์ เป็นก้อนหิน เป็นดินทราย หรืออื่น ๆ
บ้างก็มีอาภรณ์หรือเปลือกนอกที่พระบิดา ทรงกำหนดแบบสร้างให้ไว้แยบยลซับซ้อนกว่าที่กล่าวมา เพื่อให้แก่นแท้นั้น ๆ ได้ใช้ประโยชน์จากอาภรณ์ที่เป็นเปลือกนอกของตนได้อีกต่างหากด้วยเปลือกนอกของแก่นแท้ประเภทนี้ มนุษย์เรียกว่า สังขารร่างกาย หรือ เครื่องยนต์แห่งกรรม ซึ่งมีรูปลักษณ์แตกต่างกันออกไปอีกนั่นเอง
พระบิดาทรงเรียกสังขารร่างกายที่เป็นเปลือกนอกของแก่นแท้ของมนุษย์ว่า เครื่องยนต์แห่งกรรม พระองค์ทรงเรียกบุคลิกลักษณะหรือรูปลักษณ์ของเครื่องยนต์แห่งกรรมนี้ว่า รูปธรรมมนุษย์ และทรงเรียกนามแก่นแท้ในเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์แต่ละคน อันเป็นบุตรของพระองค์ว่า จิตญาณ หรือจิตวิญญาณ โดยที่เมื่อแรกสร้างนั้นจิตวิญญาณแก่นแท้นี้ ก็เป็นรูปธรรมทางพลังงานซึ่งมีคุณสมบัติทางพลังงานและอำนาจทางไฟฟ้าแม่เหล็กเฉพาะรูปธรรมเป็นด้านบวก คือ เป็นสุญญตาเช่นเดียวกับผู้เป็นพระบิดาทั้งสิ้น
มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในรูปธรรมเครื่องยนต์แห่งต่าง ๆ จึงล้วนมีแก่นแท้ หรือตัวตนแท้จริงของตนเองเร้นอยู่ภายในด้วนกันทั้งสิ้น มิได้แตกต่างไปจากผู้มีเครื่องยนต์แห่งกรรมที่ไม่มีชีวิตอื่นใดเลย หากจะมีแตกต่างกันไปก็เพียง หน้าที่ของแต่ละรูปธรรมแก่นแท้นั้น และคุณสมบัติด้านโครงสร้างทางกายภาพของเครื่องยนต์แห่งกรรมแต่ละอย่าง เท่านั้นเอง
ถึงบัดนี้แล้วมนุษย์ได้ล่วงรู้ความจริงที่จริงแท้ของพระบิดา ในความเป็นอีกสรรพสิ่งหนึ่งของตนเองและผู้อื่นหรือสิ่งอื่นได้แล้ว หรือยังว่าการเที่ยวมองหาเพื่อการยึดติดสรรพสิ่งทั้งหลายแต่เพียงด้านเดียว คือ ด้านรูปธรรมตัวตน ของสรรพสิ่งใด ๆ ซึ่งมนุษย์พยายามที่จะมองหา ตัวตนของมันให้ได้อยู่ตลอดเวลานั้นเป็นการกระทำของผู้ที่เรียกได้ว่า หลงมิติทางกายภาพในมิติโลก อันเกิดจากความสับสนในตนเองจนนำไปสู่พฤติกรรมที่งมงายทั้งหลาย ใช่หรือไม่ ? เพราะได้ล่วงรู้ความจริงตนเองกันไปแล้วว่า แท้แล้วตัวตนทั้งหลายในทางกายภาพที่สัมผัสรู้ได้นั้น มันเป็นแค่เพียงเปลือกนอกหรืออาภรณ์ห่อหุ้ม ความเป็น ตัวเรา หรือตัวฉัน ไว้ต่างหาก มิใช่ตัวจริงของจริงแต่อย่างใด
การที่มนุษย์คิดแบบจิตมนุษย์ หรือคิดแบบวิทยาศาสตร์จากการแสวงหาแต่สรรพสิ่งที่มีตัวตนในทางกายภาพเสมอมานั้นสามารถกล่าวได้ชัดเจนขึ้น หนักแน่นขึ้นมาบ้างหรือยังว่า หลงมิติเสียจนงมงาย เมื่อได้รู้ความจริงที่จริงแท้ด้วยตนเองเช่นนี้แล้ว ?
การมองหาตัวตนสรรพสิ่งในมิติทางกายภาพของมนุษย์โลกเป็นการมองหาเปลือกนอกของแก่นแท้ใช่หรือไม่ ?
การศึกษาทุกสรรพสิ่งในระบบโลกนั้น ความรู้ใดที่ได้มาเป็นความรู้ใหม่ ต่อให้มันลึกล้ำพิสดารเพียงใด มันก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ตัวตนเปลือกนอกของแก่นแท้ทั้งสิ้น ใช่หรือไม่ ?
พอตัวตนเปลือกนอกที่เป็นสรรพสิ่งในมิติทางกายภาพของตน มีขนาดเล็กลงจนมองไม่เห็น การศึกษาทำความเข้าใจเปลือกนอกของสรรพสิ่งนั้น จะยิ่งยากขึ้นใช่หรือไม่ ?
ความรู้ใหม่ทั้งหลายที่ได้มา เหตุเพราะว่ามันเป็นเรื่องของสรรพสิ่งในมิติทางกายภาพหรือเปลือกนอก เมื่อมนุษย์นำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน จึงอยู่ในลักษณะของการสร้างสรรพสิ่งใหม่ขึ้น ขณะที่ทำลายอีกสรรพสิ่งหนึ่งลงไป ใช่หรือไม่ ?
สรรพสิ่งใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น เสมือนทำตนเป็นพระเจ้าเสียเอง จึงมีแต่ขยะวัตถุเทคโนโลยี ที่เป็นแค่เปลือกนอกมิใช่แก่นแท้หรือมิใช่รูปธรรมทางพลังงานเลย ใช่หรือไม่ ?
การยึดติดอยู่กับวัตถุมวลหยาบ ๆ ใส่ใจอยู่ด้านเดียวตลอดมานั้นมนุษย์จึงเป็นทั้งผู้สร้างความไม่สมดุลและเป็นผู้ทำลายความสมดุลด้านน้ำหนักมวลของระบบดาวเคราะห์โลกกันตลอดมา
มนุษย์จึงศึกษาเรียนรู้คัมภีร์ปรัชญากันอย่างเข้าใจยาก ยิ่งกว่าการศึกษาเรียนรู้คัมภีร์วิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวกับตัวตนทางกายภาพแขนงใด ๆ ในมิติโลกเป็นไหน ๆ
เมื่อมนุษย์ได้รู้แล้วว่า บุตรพระบิดาที่แท้จริงที่ทรงสร้างขึ้นนั้นเป็น พลังงาน ส่วนเปลือกนอกนั้นก็คือ โครงสร้างทางกายภาพ หรือเครื่องยนต์แห่งกรรม ที่พระองค์ทรงออกแบบกำหนดให้ไว้หลากหลายรูปลักษณ์ มนุษย์ก็ควรจะต้องรู้ต่อไปอีกว่า พระองค์ยังทรงกำหนดให้ เปลือกนอก กับ แก่นแท้ ของแต่ละสรรพสิ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอีกต่างหากด้วย มิใช่ต่างคนต่างอยู่ แต่ต่างจะต้องมีความสมดุลกันและเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออกเลยทีเดียวต่างจะต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันเสมอ
สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลของพระบิดา ไม่ว่าจะมีรูปธรรมเครื่องยนต์แห่งกรรมแบบใด จะเป็นสิ่งมีหรือไม่มีชีวิตก็ตาม สรรพสิ่งที่เป็นเปลือกนอกซึ่งเรียกว่าเครื่องยนต์แห่งกรรมนั้น ๆ จะสามารถดำรงความเป็นรูปธรรมของตนอยู่ได้ก็ต้องอาศัย แก่นแท้ ของตน คือ รูปธรรมทางพลังงาน หรือ จิตวิญญาณ ที่เร้นอยู่ข้างในเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนทั้งสิ้น
นักวิทยาศาสตร์โลกเองก็รู้กันดีว่า การที่หินก้อนหนึ่งมันดำรงสภาพความเป็นก้อนหินนั้นอยู่ได้ เพราะอำนาจการยึดรั้งของ พลังงาน ระหว่างโมเลกุลของเนื้อหินที่อยู่ภายใน ทำให้มวลเล็ก ๆ ทั้งหลายเกาะเกี่ยวยึดรั้งกันไว้ จนเกิดเป็นสรรพสิ่งหรือตัวตนที่มีรูปลักษณ์ของก้อนหินอยู่อย่างนั้น
พลังงานยึดรั้งระหว่างมวลของเนื้อหิน ได้จากคลื่นความถี่ของการสั่นสะเทือนทางด้านบวกอย่างต่อเนื่อง ของรูปธรรมทางพลังงานซึ่งเป็น ตัวตนแก่นแท้ ภายในหินก้อนนั้น ที่องค์พระบิดาทรงกำหนดสร้างขึ้นไว้ตั้งแต่แรก เพราะการสั่นสะเทือนภายในก้อนหินเป็นคลื่นความถี่ด้านบวกดังกล่าว จึงทำให้เกิดพลังอำนาจด้านบวกขึ้น ซึ่งเป็นพลังแห่งสุญญตาตามคุณสมบัติเดิมแท้ของพระผู้สร้าง อำนาจด้านบวก คือ อำนาจการดึงดูดเหนี่ยวรั้ง ทำให้มวลหยาบ ๆ ส่วนที่เป็นเนื้อหินทั้งหลายเกิดการยึดรั้งซึ่งกันและกันไว้อย่างเหนียวแน่น เปลือกนอกหรือเนื้อหินจึงแสดงความมีตัวตนในมิติทางกายภาพที่มีรูปลักษณ์ให้มนุษย์เห็นว่า มันเป็นสรรพสิ่งหนึ่งที่มีอยู่ ดำรงอยู่
มนุษย์พึงรู้ว่าไม่เพียงแต่ความเป็นอีกสรรพสิ่งหนึ่งของก้อนหินนี้เท่านั้น เทหวัตถุในฟากฟ้า หรือสรรพสิ่งอื่นใดที่มนุษย์สัมผัสรู้ได้ทั้งที่มีชีวิตไม่มีชีวิต และสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็นตัวตนทางกายภาพในความเป็นอีกสรรพสิ่งหนึ่งของมันที่มีอยู่ดำรงอยู่ เนื่องจาก เปลือกนอก หรืออาภรณ์ของมันที่พระบิดากำหนดสร้างไว้ให้มันมีขนาดเล็กมาก จนกลไกอวัยวะประสาทการรับรู้ของมนุษย์ไม่อาจสัมผัสรู้ได้ก็ล้วนแต่มีกระบวนการทางพลังงานภายใน ดั่งเช่นก้อนหินนี้ทั้งสิ้น
กล่าวง่าย ๆ คือ ทุก ๆ สรรพสิ่งซึ่งเป็นเปลือกนอกที่มีมวลหยาบ ๆ ในมิติทางกายภาพของมนุษย์โลก สามารถแสดงความมีอยู่ดำรงอยู่ของตนเองได้ก็เพราะ รูปธรรมทางพลังงานผู้เป็นแก่นแท้ที่เร้นอยู่ภายใน มีการสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ด้านบวกอยู่อย่างต่อเนื่อง จนเกิดพลังอำนาจด้านบวกเพื่อการยึดรั้งมวลเล็ก ๆ ทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกันอย่างที่เห็นนั้น ถ้าภายในหินก้อนนั้นไม่มีกระบวนการทางพลังงานดังกล่าวนี้ ก้อนหินนั้นก็จะไม่อาจแสดงตนว่ามีอยู่ดำรงอยู่ให้มนุษย์เห็นได้ หรือถ้าเดิมมีหินก้อนนั้นอยู่ แต่กระบวนการทางพลังงานภายในเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ความถี่การสั่นสะเทือนด้านบวกเพิ่มขึ้น ตัวตนทางกายภาพของหินก้อนนั้นก็จะเปลี่ยนไปโดยอาจมีความแข็งแกร่งเหนียวแน่นของเนื้อหินมากขึ้น หรือมีขนาดโตขึ้น หรือถ้าความถี่ของการสั่นสะเทือนด้านบวกเปลี่ยนแปลงไปทางด้านลบคือสั่นสะเทือนน้อยลง จะด้วยเงื่อนไขภายนอกภายในใด ๆ ก็ตาม ตัวตนทางกายภาพของหินก้อนนั้นก็จะเปลี่ยนไปเช่นกันโดยอาจเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปจากเดิมเพราะการหลุดล่อนออกจากกันหรือการผุพังเสื่อมสลายเพราเปราะบางลง เนื่องจากอำนาจการยึดรั้งมวลภายในน้อยลงนั่นเอง และถ้าไม่มีแก่นแท้อยู่ภายในหินนั้นอีก หินก้อนนั้นก็จะ ไม่มีตัวตนทางกายภาพ ให้มนุษย์ได้แลเห็นมันได้ดังเดิมอีกเหมือนกัน คือ หายไป นั่นเอง ซึ่งในขณะที่ความเป็นสรรพสิ่งหนึ่ง ของก้อนหินหายไปนั้น รูปธรรมแก่นแท้ คือ พลังงานแต่เดิมก็มิได้หายไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนแปลงค่าของคลื่นความถี่ในตนเองไปจากเดิมเท่านั้น จะยังคงดำรงตนเองอยู่ในสนามพลังงานจักรวาลของพระบิดาอยู่ต่อไป ที่หายไปคือสรรพสิ่งซึ่งเป็นตัวตนเปลือกนอกที่มนุษย์เคยเห็นมัน เท่านั้นเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงสามารถที่จะกล่าวอย่างรัดกุมได้ว่า
สรรพสิ่งซึ่งเป็นตัวตนรูปลักษณ์ใด ๆ ในมิติทางกายภาพของมนุษย์ ที่ต่างล้วนยึดติดกันอยู่นั้น มันเป็นแค่เพียง ตัวแทน ของรูปธรรม แก่นแท้ ซึ่งเป็นพลังงานที่เร้นอยู่ข้างในรูปธรรมของตัวแทนที่เห็นนั้นต่างหาก
หรืออาจกล่าวได้ว่า ทุก ๆ สรรพสิ่งที่มนุษย์สัมผัสรู้ดูเห็นมันได้นั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง มันเป็นแค่เพียง ตัวแทน หรือเปลือกนอกของ บางสิ่ง ที่เร้นอยู่ข้างใน นั่นเอง
นอกจากนั้น การที่มนุษย์มองหาตัวตนของสรรพสิ่งใด ๆ ในมิติทางกายภาพของมนุษย์เองไม่เห็น แต่มนุษย์ใช้วิธีคอยเฝ้าสังเกต ปรากฏการณ์ อันเกิดจากสรรพสิ่งนั้นแทน เพื่อหาทางสร้าง ตัวตน ของสรรพสิ่งนั้นขึ้นมาเสียเองนั่นก็เป็นการเฝ้ามองแค่ตัวตนของตัวแทนของแก่นแท้ของสรรพสิ่งนั้นเท่านั้น เช่น มนุษย์สังเกตเห็นปรากฏการณ์ฟ้าแลบเกิดขึ้นบนท้องฟ้าเป็นทางยาว มนุษย์มองไม่เห็นตัวตนที่แท้จริงของสรรพสิ่งนั้นใช่หรือไม่ มนุษย์จึงพยายามติดตามสังเกตเรียนรู้มันก็พบว่า เกิดจาก ตัวตนอย่างหนึ่ง วิ่งแหวกไปในอากาศด้วยความเร็วสูงทำให้เกิดความร้อนสูงของอากาศตลอดเส้นทางที่ตัวตนนั้นวิ่งผ่านไป อากาศที่ร้อนจัดนั้นมีคุณสมบัติลุกไหม้ได้จึงเกิดแสงสว่างเป็นทางยาวของปรากฏการณ์ฟ้าแลบให้เห็น ต่อมามนุษย์ก็สมมติตัวตนนั้นว่า อีเล็คตรอน หรือประจุไฟฟ้าลบอิสระในบรรยากาศนั่นเอง
ถามตนเองกันได้หรือไม่ว่า อีเล็คตรอน ชื่อเรียกขานตัวตนผู้สร้างปรากฏการณ์ฟ้าแลบนี้ มนุษย์มองเห็นมันด้วยตาของเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนเองเช่นนั้นหรือ ? แท้แล้วเป็นสิ่งสมมุติขึ้นเองใช่หรือเปล่า ?
ขณะที่มนุษย์พากันยึดติดกับการถามหาตัวตนให้รู้ว่ามีจริงดำรงอยู่จริง ด้วยการนำตนเองให้เห็นจริงในสิ่งนั้นก่อนเสมอ มิเช่นนั้นมนุษย์จะเกิดความ ไม่เชื่อ ไม่ยอมรับ ไม่ศรัทธา แต่จากปรากฏการณ์ฟ้าแลบที่ยกมาข้างต้นกลับสวนทางกันกับอุปนิสัยเดิมแท้ของตนเองอย่างชัดเจน เพราะมนุษย์ เชื่อว่ามีตัวตนอย่างหนึ่งคือ อีเล็คตรอน เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์นั้นทั้ง ๆ ที่ มองไม่เห็นตัวตน ของมันเลยแต่มนุษย์ก็ยอมรับ ยอมเชื่อ และยอมศรัทธาความรู้นั้นได้อย่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก
มนุษย์ทั้งหลาย เกิดการสับสนในตนเองกันอยู่หรือเปล่า ? อุปนิสัยมนุษย์มันมีข้อยกเว้นอะไรในความเชื่อไม่เชื่อสรรพสิ่งใดสรรพสิ่งหนึ่งของตนเองกระนั้นหรือ ?
คำกล่าวที่เคยสอนกันว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าเอามือคลำดู มันถูกยกเว้นสำหรับกรณี ฟ้าแลบ จนยอมรับว่ามีตัวตน อีเล็คตรอน กันอย่างง่ายดายได้อย่างไรกันนี่?
มนุษย์หาคำตอบให้ตนเอง ให้กระจ่างในเรื่องนี้กันหน่อยเป็นไร
มนุษย์ยกเอาปรากฏการณ์ที่แลเห็นเป็น ฟ้าแลบ ว่าเป็นตัวตนขึ้นมาก่อน ต่อมามนุษย์ก็เรียนรู้ได้ว่าแท้แล้วมันเป็นแค่เพียง เปลือกนอกของบางสิ่ง เท่านั้น และเปลือกนอกของบางสิ่งนี่เองที่มนุษย์พบต่อมาอีกว่า มันคือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะหนึ่ง เท่านั้นเอง จนบั้นปลายจึงได้รู้ว่ามี อะไรบางสิ่ง ที่ตนเองไม่เห็นเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ฟ้าแลบให้เกิดขึ้น ปรากฏการณ์ฟ้าแลบจู่ ๆ มิได้เกิดขึ้นเองแต่อย่างใด
มนุษย์เข้าใจหรือไม่ว่า ปรากฏการณ์ฟ้าแลบ ที่มนุษย์เฝ้าจับตามองมันอยู่นั้น มิได้แตกต่างไปจากการมองเห็นมวลวัตถุรูปธรรมที่มีรูปลักษณ์ใด ๆ รายรอบตัวมนุษย์บนพื้นผิวโลกใบนี้เลยเพราะปรากฏการณ์ฟ้าแลบนี้ก็เป็นดั่งเปลือกนอกของ ตัวตนแก่นแท้ ซึ่งตามมนุษย์เองก็มองไม่เห็นตัวตนแท้จริงของมันที่เร้นอยู่ในปรากฏการณ์นั้นเช่นเดียวกัน การที่มนุษย์มองเห็นสายฟ้าแลบก็มิได้ต่างไปจากการที่มนุษย์มองเห็นสรรพสิ่งที่มีตัวตนรูปลักษณ์ทางกายภาพในมิติโลกแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เห็นก็เป็นเปลือกนอกแต่สิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็นซึ่งเป็นรูปธรรมแก่นแท้ของมัน คือ สิ่งที่เร้นอยู่ภายในปรากฏการณ์ฟ้าแลบ นั่นเอง
ในกรณีฟ้าแลบนี้ ตัวตนแก่นแท้ ผู้สร้าง ตัวตนเปลือกนอกหรือปรากฏการณ์ฟ้าแลบ ซึ่งภายหลังมนุษย์ตั้งชื่อตัวตนแก่นแท้ขึ้นเองว่า อีเล็คตรอน นั้น เป็นปรากฏการณ์หรือ สรรพสิ่งหนึ่ง ที่เกิดขึ้นให้มนุษย์รู้เห็นว่าสรรพสิ่งนี้มีอยู่ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะ ซึ่งต่างจากตัวตนของสรรพสิ่งที่เป็นมวลวัตถุทั้งหลายบ้างเล็กน้อย
มีความจริงที่จริงแท้อยู่ประการหนึ่งซึ่งได้กล่าวมาแล้วว่าการปรากฏขึ้นและการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งใดสรรพสิ่งหนึ่งในมิติโลกทางกายภาพ ที่มนุษย์สามารถรับสัมผัสรู้ว่ามันมีอยู่ดำรงอยู่ด้วยกลไกอวัยวะประสาทรับสัมผัสรู้ของเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์ช่องทางใดช่องทางหนึ่งก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ พืช วัตถุสิ่งของและเทหวัตถุใด ๆ ในฟากฟ้า ล้วนเกิดจากกระบวนการสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลของตัวตนแก่นแท้ที่เร้นอยู่ภายในทั้งสิ้น ไม่ต่างไปจากการเคลื่อนไหลถ่ายเทของอีเล็คตรอนอิสระในก้อนเมฆของบรรยากาศจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งที่มีอนุภาคโปรตอนอิสระรออยู่นั่นเอง
เพราะมีกระบวนการสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลทางพลังงานของแก่นแท้ที่อยู่ภายในสรรพสิ่งนั้นเกิดขึ้นอยู่ ดำรงอยู่ มีอยู่นี่เองการแสดงผลลัพธ์ของกระบวนการของแก่นแท้ดังกล่าว จึงแสดงออกมาให้มนุษย์เห็นเป็นสิ่งที่มีตัวตนตั้งอยู่ดำรงอยู่มีอยู่ ในมิติทางกายภาพได้
ถ้ากระบวนการสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลของ ตัวตนแก่นแท้ นั้น เกิดขึ้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงชั่วครู่แล้วสิ้นสุดลงผลลัพธ์ของกระบวนการของแก่นแท้ดังกล่าว ก็จะแสดงออกมาให้มนุษย์เห็นแค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งมนุษย์เรียกว่า ปรากฏการณ์ ดังเช่นกรณีฟ้าแลบนี่เอง
ถ้ากระบวนการสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลของ ตัวตนแก่นแท้ นั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานโดยยังไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดผลลัพธ์ของกระบวนการแก่นแท้ดังกล่าว ก็จะแสดงออกมาให้มนุษย์เห็นเป็นเวลายาวนาน ซึ่งมนุษย์เรียกสรรพสิ่งนั้น ๆ ว่า มวลวัตถุ หรือ เครื่องยนต์แห่งกรรม นั่นเอง
ดังนั้น ความเหมือนกันในการเป็นตัวตนทางกายภาพในมิติโลกระหว่าง ปรากฏการณ์ กับตัวตนที่เป็นมวลวัตถุหยาบ ๆ หรือ เครื่องยนต์แห่งกรรม ของทุก ๆ สรรพสิ่งที่สัมผัสได้รายรอบตัวมนุษย์ล้วนเกิดจากการกระทำทางพลังงานอันเกิดจากการสั่นสะเทือนเคลื่อนไหล ของตัวตนแก่นแท้ที่อยู่ภายในสรรพสิ่งนั้น ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีข้อยกเว้นให้แก่สรรพสิ่งใดในจักรวาลอันไพศาลของพระบิดาเลย
ความแตกต่างกันระหว่าง ปรากฏการณ์ กับ เครื่องยนต์แห่งกรรมมวลหยาบ ๆ ต่างรูปลักษณ์กัน อยู่ตรงที่เงื่อนไข เวลา เป็นสำคัญ
หากเกิดขึ้นและดำรงอยู่เป็นเวลาสั้น ๆ นั่นคือ ปรากฏการณ์
หากเกิดขึ้นและดำรงอยู่เป็นเวลายาวนาน นั่นคือ วัตถุหรือสรรพสิ่ง หรือเครื่องยนต์แห่งกรรม
ทั้งปรากฏการณ์และสรรพสิ่งที่เป็นมวลวัตถุ จึงล้วนมีที่มาไม่ต่างกัน ที่ต่างกันก็เพียงเงื่อนไขเวลาดังกล่าวแล้ว
มนุษย์พึงสังเกตว่า การสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลของแก่นแท้ หรือการสั่นสะเทือนเป็นคลื่นความถี่ด้านบวกนั้น มันจะก่อให้เกิด พลังงานด้านบวก หรือ พลังงานความรัก ขึ้นเสมอไปในทุกหนแห่ง ไม่ว่าที่ไหน ๆ บนสนามพลังงานแห่งเอกภพของพระบิดานี้
พลังงานด้านบวก หรือพลังงานความรัก หากเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน มันจะมีพลังอำนาจในการดึงดูดเหนี่ยวรั้งสรรพสิ่งที่มีอนุภาคเล็ก ๆ รายรอบ ให้เข้ามารวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกับแก่นแท้นั้นได้อย่างหนาแน่น ซึ่งทำให้มนุษย์ได้เห็นเป็นสรรพสิ่งหนึ่งในมิติทางกายภาพของตนนั่นเอง เช่น โลก ดวงจันทร์ ดวงดาวต่าง ๆ บนฟากฟ้า หรือวัตถุสิ่งของ และเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปลักษณ์ต่าง ๆ มากมายแต่ละสรรพสิ่งที่มีตัวตนทางกายภาพรูปลักษณ์แปลก ๆ แตกต่างกันนั้นล้วนสามารถสร้างความมีตัวตนให้เป็นสรรพสิ่งหนึ่งของจักรวาลขึ้นมาได้ก็ด้วย พลังงานความรักเพื่อการดึงดูดเหนี่ยวรั้ง หรือ พลังงานด้านบวก อันเกิดจากการกระทำของแก่นแท้ของสรรพสิ่งนั้นทั้งสิ้นสรรพสิ่งใด ๆ จะเกิดขึ้นเองเป็นเองโดยไม่มีแก่นแท้เป็นผู้สร้างไม่ได้
สำหรับกรณี ฟ้าแลบ ซึ่งเป็นสรรพสิ่งหนึ่งหรือตัวตนอย่างหนึ่งที่ดำรงอยู่ไม่ได้นาน ดังที่มนุษย์เรียกขานว่า ปรากฏการณ์ นั้นในการสั่นสะเทือนเคลื่อนไหลของอีเล็คตรอนอิสระ จากจุดเริ่มต้นไปสู่ประจุบวกอิสระตรงก้อนเมฆอีกก้อนหนึ่งนั้น พลังงานด้านบวก หรือ พลังงานความรัก อันเกิดจากกระบวนการของแก่นแท้นี้ก็เกิดมีขึ้นหรือถูกสร้างขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากเกิดขึ้นในเวลาอันสั้นจึงสามารถทำได้แค่เพียงแสดงปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในท้องฟ้าให้มนุษย์เห็นเท่านั้น
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมี 2 ประการ คือ
1.สายฟ้าแลบเป็นแนวยาว ตามเส้นทางการเคลื่อนไหลและสั่นสะเทือนของอีเล็คตรอนผู้เป็นแก่นแท้
2.การรวมตัวกันของมวลไอน้ำในบรรยากาศ ให้เกิดเป็นเมฆฝนที่หนาแน่นขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดก็ตกลงมาเป็นฝน
3.การเคลื่อนไหลถ่ายเทของมวลอากาศ อันเกิดจากการกระทำทางพลังงานด้านบวก เพื่อลดช่องว่างที่เกิดขึ้นในการวิ่งแหวกฝ่าไปของอีเล็คตรอนให้กลับคืนสู่ความสมดุลและความร้อนของอากาศอันเกิดจากการเสียดสีจะมีการปรับความสมดุลขึ้น ทำให้มวลอากาศมีการเคลื่อนตัวไปทั่วท้องฟ้าอย่างต่อเนื่องถึงกันหมดหากมีฟ้าแลบบ่อย ๆ การเกิดลมจากด้านบนสู่ด้านล่างคือพื้นโลกจะปรากฏขึ้นทั้งนี้ไม่นับรวมการคายความร้อนของก้อนเมฆที่มีไอน้ำออกมาภายนอกทำให้อุณหภูมิระหว่างก้อนเมฆที่ต่างกันจึงเกิดการเคลื่อนไหลถ่านเทปรับความสมดุลกัน โดยอาศัยมวลของอากาศเป็นสื่อ จึงมีลมเกิดขึ้นให้รับรู้ได้
สิ่งที่ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เมื่ออนุภาคอีเล็คตรอนสั่นสะเทือนเคลื่อนไหล คือ ความร้อนของอากาศที่อีเล็คตรอนวิ่งผ่านไป และแสงสว่างเป็นทางยาวตามเส้นทางที่วิ่งไป มนุษย์พึงรู้ไว้ด้วยว่าทั้งความร้อนและแสงสว่างจึงเป็น ตัวแทน ของ ความรัก อันเกิดจากการกระทำของแก่นแท้เช่นเดียวกัน มนุษย์จึงอาจกล่าวว่า
ตัวแทนของความรัก คือ ความร้อน และ แสงสว่าง ก็ย่อมได้
ถ้าวันใดฟ้าแลบบ่อยครั้ง และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง วันนั้นเมฆฝนก็จะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและหนาแน่นกว่าปกติ และวันนั้นจะเป็นวันที่ฝนตกค่อนข้างหนัก แต่ถ้าวันใดนอกจากฟ้าแลบแล้ว ยังมีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่ารุนแรง วันนั้นขณะนั้นจะเกิดลมกระโชกแรงติดตามมาด้วยวันนั้นคือวันที่ฝนฟ้าคะนองที่สุดที่มนุษย์เรียกขานกันนั่นเอง
มนุษย์จะเห็นได้ว่า มีเพียงพลังงานเท่านั้นที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่สูญหายไปไหน เพราะนั่นเป็นคุณสมบัติของสรรพสิ่งที่เป็นแก่นแท้ ซึ่งพระบิดาเป็นผู้ทรงกำหนดสร้างขึ้นนั่นเอง เห็นจะมีเพียงองค์พระบิดาหรือพระผู้สร้างเท่านั้น ที่จะมีพลังอำนาจสูงพอที่จะทำให้รูปธรรมทางพลังงานใด ๆ อันเป็นพระบุตรของพระองค์กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ ไม่ดำรงอยู่ ด้วยการดับการเกิดขึ้น ของรูปธรรมทางพลังงานแก่นแท้นั้นเสีย การทำให้ดับก็คือ การแตกระเบิดสิ้นของรูปธรรมทางพลังงานนั้น นั่นเอง
ขณะที่รูปธรรมทางพลังงานที่เป็นแก่นแท้คือ สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างนิรันดร์ ไม่ว่าจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร พลังงานก็ยังคงเป็นพลังงานอยู่วันยังค่ำ ผู้ที่จะต้องแปรเปลี่ยนตนเองไปตามการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางพลังงานของแก่นแท้ก็คือ ตัวตนเปลือกนอก หรือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วขณะ นั่นต่างหาก สรรพสิ่งที่เป็นเปลือกนอกของแก่นแท้หรือที่เรียกว่า เครื่องยนต์แห่งกรรม จะเปลี่ยนแปลงตนเองไปตามสภาวะของแก่นแท้ของตนเสมอ
การที่มนุษย์สัมผัสรู้ดูเห็นสรรพสิ่งใดสรรพสิ่งหนึ่งยังดำรงอยู่ยังมีอยู่ ยังเป็นเช่นนั้นอยู่ มนุษย์จึงไม่อาจจะไปหลง ยึดติด ตัวตนทางกายภาพของสรรพสิ่งนั้นได้เลย เพราะแม้มันจะมีให้เห็นอยู่แต่มันก็เป็นสรรพสิ่งที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปได้เสมอ ความเที่ยงแท้แน่นอนในตัวตนรูปลักษณ์ใด ๆ ที่แลเห็นจึง ไม่มี เมื่อสรรพสิ่งที่มนุษย์เห็นว่ามีตัวตนมีรูปลักษณ์เป็นเครื่องยนต์แห่งกรรมหลากหลายนั้น มันพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองไปตามกระบวนการของแก่นแท้ภายในของมันอยู่ตลอดเวลา มนุษย์จะไปหลงยึดติดด้วยเชื่ออย่างปักใจว่า มันเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ แน่นอน เป็นจริง มีจริง เหมือนอย่างที่สัมผัสรู้ดูเห็นได้อย่างไรกันเล่า ?
การที่มนุษย์มองเห็นว่า สรรพสิ่งนั้นดำรงอยู่อย่างยาวนานจนตลอดชั่วอายุขัยของตนเอง หรือบางสรรพสิ่งหากมนุษย์จดจำอดีตได้แม้สรรพสิ่งนั้นจะยังดำรงความมีตัวตนให้เห็นอยู่ข้ามภพชาติมาหลายภพชาติแล้วก็ตาม นั่นก็มิใช่คำตอบที่จะสามารถบอกตนเองได้ว่า สรรพสิ่งที่แลเห็นนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเพราะทุก ๆ สรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปตามความจริงที่จริงแท้ดังกล่าวมาข้างต้นด้วยกันทั้งสิ้น
ในเมื่อทุกสรรพสิ่งที่มีตัวตนรูปลักษณ์เป็นเครื่องยนต์แห่งกรรมทั้งหลาย ที่มนุษย์สามารถสัมผัสรู้ดูเห็นกันอยู่ เป็นสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาหรือเป็นผลลัพธ์อันเกิดจากกระบวนการทางพลังงานของแก่นแท้ที่เร้นอยู่ภายใจ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเสมอเช่นนี้แล้วสรรพสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์มองเห็นมันด้วยตาของมนุษย์เอง ได้ยินด้วยหูของมนุษย์เอง ได้สัมผัสกายด้วยตนเอง หรือได้รับรู้กลิ่นรสทั้งหลายของสรรพสิ่งนั้นด้วยตนเอง
มนุษย์จะเชื่อได้กระนั้นหรือว่า ทุกสรรพสิ่งที่มีตัวตน ในมิติทางกายภาพที่สัมผัสรับรู้ได้ เป็นสรรพสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวรจนมนุษย์เองหรือใคร ๆ สามารถที่จะยึดครองทุก ๆ สรรพสิ่งนั้นไว้ได้ตลอดไป เพราะสรรพสิ่งที่แลเห็นหรือสัมผัสรู้ได้ มันเป็นเพียงสรรพสิ่งที่เป็นตัวแทนของ คุณสมบัติ ทางพลังงานของแก่นแท้ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้เสมอ
เมื่อคุณสมบัติของแก่นแท้เปลี่ยนไปเมื่อใด สรรพสิ่งที่เป็นเปลือกนอกนั้นก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
แสดงว่าสิ่งที่มนุษย์รู้เห็นอยู่ มีอยู่ หรือครอบครองมันอยู่ในมิติทางกายภาพของโลก ไม่ว่าสิ่งใด มันล้วนไม่ใช่สรรพสิ่งที่เป็นจริงด้วยกันทั้งสิ้น
สรรพสิ่งที่ ไม่จริง แต่ดูเหมือนว่าจริง เพราะเป็นตัวแทนของ แก่นแท้ที่มีอยู่จริง ก็คือ มายา ใช่หรือไม่ ?
มนุษย์จงนึกถึง ตัวตนรูปธรรมที่เป็น ตัวแทน ของมนุษย์เองดูบ้าง เช่น ภาพถ่ายเทของตัวมนุษย์เอง หรือ เงาของมนุษย์ที่ทอดลงสู่พื้นดินนั้น แม้มันจะเหมือนหรือดูเหมือนตัวตนแท้จริงของมนุษย์เองก็ตาม แต่มันก็มิใช่ ตัวตนแท้จริง ของมนุษย์มิใช่หรือ ?
เมื่อมนุษย์ถ่ายภาพตนเองใหม่ โดยเปลี่ยนท่าทางอิริยาบถใหม่ภาพถ่ายหรือ เงา บนแผ่นฟิล์มของตนก็จะแปรเปลี่ยนไปไม่เหมือนภาพเดิมท่าเดิมอีกแล้ว
ที่มันไม่เหมือนภาพเดิม เพราะตัวมนุษย์เอง หรือ แก่นแท้ เปลี่ยนแปลงอิริยาบถไป ใช่หรือไม่ ?
เงาที่ทาบลงสู่พื้นก็เช่นกัน มันขึ้นอยู่กับว่า ตัวมนุษย์เองไปยืนอยู่กลางแดดเวลาใด เงาก็จะเปลี่ยนไปตามมุมของดวงอาทิตย์นั้นท่าทางของเงาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็อยู่ที่มนุษย์เองเปลี่ยนท่าทางใช่หรือเปล่า ?
ดังนั้น ทุกสรรพสิ่งในมิติทางกายภาพของมนุษย์ ที่อยู่ใกล้สุดไปจนถึงไกลสุด ไม่ว่าสรรพสิ่งใดจึงล้วนเป็นสรรพสิ่งที่ไม่จริงหรือเป็น มายาของแก่นแท้ ที่มนุษย์เรียกกันว่า เงา ทั้งสิ้น
ถามตนเองเถิดว่า เมื่อได้รู้ความจริงที่จริงแท้เช่นนี้แล้ว ยอมรับกันได้หรือยังว่า
โลกนี้ คือ มายา
เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องแล้ว ใช่หรือไม่ ?
บทที่ 2
การหลงมิติแห่งมายา
การหลงมิติแห่งมายาของจิตมนุษย์ ในที่นี้หมายถึง ความสับสนของจิตในการสัมผัสรู้ดูเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ด้วยอาการหลงผิด คิดว่าถูกต้องแล้ว
จากบทที่ 1 ที่ผ่านมา มนุษย์ได้รู้แล้วว่าทุกสรรพสิ่งที่พระบิดาทรงให้กำเนิดในเบื้องแรกนั้นเป็น รูปธรรมทางพลังงาน ทั้งสิ้นเรียกว่า รูปธรรมแก่นแท้ โดยแต่ละรูปธรรมก็ยังได้ทรงสร้างอาภรณ์พันกายให้เป็นเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปลักษณ์ต่าง ๆ เอาไว้ด้วยบ้างก็มีเครื่องยนต์แห่งกรรมขนาดใหญ่มาก เช่น ดาวเคราะห์ต่าง ๆ หรือดวงจันทร์ บ้างก็มีเครื่องยนต์แห่งกรรมที่งดงาม เช่น พืชพันธุ์พฤกษาชาติทั้งหลาย บ้างก็มีเครื่องยนต์แห่งกรรมซึ่งใช้ทำหน้าที่ได้เหนือกว่าเครื่องยนต์แห่งกรรมอื่น ๆ ที่กล่าวมา เช่นเครื่องยนต์แห่งกรรมที่เป็นโครงสร้างทางชีววิทยาของมนุษย์นี่เอง และบ้างก็มีเครื่องยนต์แห่งกรรมเป็นพลังงาน เช่น เมอร์คขะบาห์ซึ่งเป็นเปลือกนอกสุดของจิตวิญญาณเองในมิติของแก่นแท้ เป็นต้น
ในการเป็นมนุษย์นั้นพระบิดาได้ทรงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง เครื่องยนต์แห่งกรรมลักษณะมนุษย์ กับรูปธรรม จิตวิญญาณ ไว้ด้วยกัน นั่นคือการเชื่อมโยงระหว่างรูปธรรมเปลือกนอกกับแก่นแท้ให้ยึดติดเชื่อมโยงกันจนเป็นหนึ่งเดียวเพื่อทำหน้าที่ร่วมกัน ซึ่งจัดว่าเป็นรูปธรรมของสรรพสิ่งหนึ่งที่แยบยลที่สุด ในบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ได้กำหนดสร้างขึ้นไว้บนสนามพลังงานของเอกภพนี้เลยทีเดียว เพราะกว่าจะทรงสร้างความสัมพันธ์ที่ลงตัวที่สุดที่ชื่อว่า มนุษย์ ได้ ทรงต้องใช้เวลาในการทดลองยาวนานมาก
ในการมาสู่รูปธรรมมนุษย์ของจิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้นั้นหมายถึง การสร้างความลงตัวกันระหว่างเครื่องยนต์แห่งกรรม คือ สังขารร่างกายที่เป็นเปลือกนอก กับแก่นแท้ คือ จิตวิญญาณซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่เร้นอยู่ภายใน โดยความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อ ทั้งจิตวิญญาณและเครื่องยนต์แห่งกรรมสามารถร่วมมือกันกระทำหน้าที่ของตนอันพึงมีต่อพระบิดา บนพื้นผิวดาวเคราะห์โลกเสรีนี้ได้อย่างดียิ่งแล้วเท่านั้น
การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จึงหมายถึง ผู้ที่สามารถเข้าถึงการปฏิบัติหน้าที่ใด ๆ จากจิตสำนึกแท้จริงของตนเองได้ การทำหน้าที่จากจิตสำนึกแท้จริง หมายถึง การกระทำใด ๆ อันเกิดจากการสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณร่วมกับเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนนั่นเอง
หากจะกล่าวให้ชัดเจนแล้ว อาจกล่าวได้ว่าการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น หมายถึง การนำเอาพลังอำนาจทั้งหมดทั้งหลายของเครื่องยนต์แห่งกรรมลักษณะมนุษย์เท่าที่มีอยู่ มารวมกันกับพลังอำนาจทั้งหมดทั้งสิ้นของจิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้นั้น เพื่อช่วยกันทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดอย่างไม่บกพร่อง
หน้าที่ของเครื่องยนต์แห่งกรรม คือ การกระทำใด ๆ ในมิติทางกายภาพของระบบโลก ด้วยกลไกอวัยวะของสังขารร่างกายทั้งหลายที่มีอยู่ ตามรหัสที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากการสั่นสะเทือนของแก่นแท้ที่อยู่ภายในอย่างถูกต้องครบถ้วน
หน้าที่ของจิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้ในเครื่องยนต์แห่งกรรมคือ การกระทำใด ๆ ในมิติทางพลังงาน ให้เกิดเป็นกระบวนการทางพลังงานที่มีพลังอำนาจสูงสุด
กล่าวโดยสรุปคือ การกระทำใด ๆ โดยเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์ จะเป็นการกระทำ ในมิติทางกายภาพ ส่วนการกระทำใด ๆ โดยจิตหรือจิตวิญญาณ จะเป็นการกระทำ ในมิติทางพลังงาน
การกระทำในมิติทางกายภาพโดยเครื่องยนต์แห่งกรรม กับการกระทำในมิติทางพลังงานโดยจิตหรือจิตวิญญาณนี้ ทั้งสองมิติจะต้องมีความสัมพันธ์กันเสมอ หมายความว่า การกระทำในมิติทางพลังงานด้านแก่นแท้คือจิตวิญญาณมันจะเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยถ่ายทอดออกมาสู่การกระทำทางกายภาพนอกในภายหลังทุกครั้งไป ซึ่งมนุษย์จะสามารถสังเกตตนเองได้จาก การเกิดอารมณ์รู้สึกอย่างใด อย่างหนึ่งต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก่อนที่จะมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อสิ่งนั้นเสมอเช่น ก่อนที่มนุษย์จะแสดงอาการปรบมือออกมาให้เห็น มนุษย์จะเกิดอาการรู้สึกถูกอกถูกใจหรือพอใจเป็นพิเศษต่อสิ่งที่ตนเห็นนั้นเป็นต้น
จงจำไว้ว่า การสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณ เพื่อการรับรู้และการตอบสนอง สิ่งเร้าใด ๆ มันจะเกิดขึ้นก่อนการสั่นสะเทือนเพื่อการตอบสนองทางกายภาพโดยเครื่องยนต์แห่งกรรมนั้นเสมอ และการตอบสนองใด ๆ ทางกายภาพก็จะเป็นไปตามการสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณเพื่อการตอบสนองสิ่งเร้านั้นเช่นเดียวกัน
จากความจริงที่จริงแท้ที่กล่าวนี้ มนุษย์จะเห็นได้ว่า การสัมผัสรู้สิ่งเร้า ทั้งภายนอกจะเป็นหน้าที่โดยตรงของแก่นแท้ คือจิตวิญญาณ ของมนุษย์แต่ละคนนั่นเอง แม้จะอาศัยกลไกอวัยวะรับสัมผัสรู้ของเครื่องยนต์แห่งกรรมซึ่งเป็นเปลือกนอก เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส หรือ การนึกคิดเองของจิตให้การช่วยเหลือก็ตาม
แต่เนื่องจากว่ามนุษย์แต่ละคน ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตนเป็นใครมาจากไหน มาทำหน้าที่อะไรอยู่บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้เพราะจิตวิญญาณถูกปกปิดมิติไว้ การปกปิดมิติของจิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้ไว้ ก็คือ การทำให้จิตวิญญาณ ไม่อาจสามารถล่วงรู้อดีต ไม่สามารถหยั่งรู้อนาคต ตามคุณสมบัติเดิมแท้ของตนได้ สามารถรับรู้ได้แค่เพียงปัจจุบันที่ตนสัมผัสรู้ดูเห็นผ่านเครื่องยนต์แห่งกรรมอันเป็นเปลือกนอกของตนเองเท่านั้น นั่นคือ สามารถรู้ได้ว่าเห็นอะไร ได้ยินอะไร ได้สัมผัสจับต้องอะไร หรือได้รับรู้กลิ่นรสอะไรเท่านั้นเอง เมื่อแก่นแท้หรือจิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคน ใช้พลังอำนาจเดิมแท้ของตนกันไม่ได้เพราะถูกปกปิดมิติไว้ มนุษย์แต่ละคนจึงต่างพากัน หลงมิติทางจิต กันไปอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
การหลงมิติทางจิต จึงหมายถึง การที่มนุษย์เข้าใจผิดคิดว่าทุกสรรพสิ่งในมิติทางกายภาพ ที่ตนสามารถสัมผัสรับรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสด้วยกลไกทางกายภาพใด ๆ ในเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนเอง หรือสัมผัสได้ด้วยสภาวะจิตเป็นอารมณ์รู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็น ตัวตนที่แท้จริง ทั้งสิ้น จึงเกิดการยึดติดในทุก ๆ สิ่งโดยไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าแท้แล้วมันคือ มายา ต่างหาก
ดังนั้น หน้าที่หลักของมนุษย์แต่ละคน จึงจะต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า สิ่งใดที่เป็นตัวตนในมิติทางกายภาพ เช่น รูปลักษณ์ เสียง กลิ่น รสชาติ และการคิดฝัน สรรพสิ่งที่เป็นตัวตนทั้งหลายที่ว่านี้นั้นมันคือ มายา ไม่ใช่ แก่นแท้
เพราะเหตุใด จึงจัดตัวตนเหล่านี้ว่าเป็น มายา หรือ ?
คำตอบก็คือ เพราะสิ่งที่เป็นตัวตนในมิติทางกายภาพทั้งหลายเป็นแค่เพียงเปลือกนอกของแก่นแท้เท่านั้นเอง เปลือกนอกซึ่งมีมวลหยาบ ๆ และเป็นคลื่นความถี่หยาบ ๆ นี้ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกายสามารถรับสัมผัสรู้ได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นสรรพสิ่งที่มีมวลเล็กละเอียดยิ่งกว่านี้และเป็นคลื่นความถี่สูงกว่านี้ กลไกอวัยวะประสาทรับสัมผัสรู้ของเครื่องยนต์แห่งกรรมมนุษย์ก็จะไม่อาจรับสัมผัสรู้ใด ๆ ได้เหตุเพราะถูกปกปิดมิติเอาไว้ดังกล่าวมาแล้วนั่นเอง
มนุษย์ทั้งหลายจึงมองไม่เห็นคลื่นความถี่ทางพลังงานมองไม่เห็นจิตวิญญาณไม่ได้ยินเสียงความถี่สูง ๆ และต่ำกว่าระดับปกติได้ เป็นต้น
เนื่องจากสรรพสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์สัมผัสรับรู้ตัวตนได้ ไม่ใช่ตัวตนแท้จริงแต่เป็นแค่ มายา เพราะมันเป็นเพียงเปลือกนอกหรือเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนตนแก่นแท้ ที่มนุษย์ไม่อาจสัมผัสรับรู้ได้ต่างหาก
ดังนั้น เมื่อทุกสรรพสิ่งในมิติทางกายภาพล้วนเป็นมายาเช่นนี้แล้ว มนุษย์ก็ต้องยอมรับกันเสียให้ได้ว่า รูป รส กลิ่น เสียง อันเป็นส่วนประกอบของตัวตนซึ่งเป็นสรรพสิ่งในมิติทางกายภาพนั้นย่อมต้องเป็น มายา ด้วยเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ในเมื่อลำตัวเป็นมายา ก็แล้วแขนขาจะไม่เป็นมายาด้วยได้อย่างไร ?
มายา หรือ เงา เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ เพราะต้องมีการผันแปรไปตามคุณสมบัติของแก่นแท้ของมันเสมอ
รูปลักษณ์ตัวตนทั้งหลายของสรรพสิ่งใด ๆ ในมิติทางกายภาพของมนุษย์ ล้วนเป็นผลลัพธ์อันเกิดจากการสั่นสะเทือนของแก่นแท้ที่อยู่ภายในสรรพสิ่งนั้นทั้งสิ้น
การสั่นสะเทือนของแก่นแท้ซึ่งเป็นรูปธรรมทางพลังงาน ของสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น จะมีอยู่ 3 กระบวนการด้วยกัน คือ
1.การสั่นสะเทือนเพื่อการสร้างใหม่
2.การสั่นสะเทือนเพื่อการดำรงอยู่
3.การสั่นสะเทือนเพื่อการเสื่อมสลาย
กระบวนการสั่นสะเทือนทั้ง 3 กระบวนการนี้ รวมเรียกว่า กระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานของแก่นแท้ และกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานหมายถึง การเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางพลังงานของแก่นแท้นั่นเอง
แก่นแท้ทุกรูปธรรม ไม่ว่าจะมีเครื่องยนต์แห่งกรรมรูปลักษณ์ใดก็ตาม จะมีกระบวนการสั่นสะเทือนเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานเกิดขึ้นภายในตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยอาจจะเป็นการสั่นสะเทือนเพื่อการสร้างใหม่ เพื่อการดำรงอยู่ หรือเพื่อการเสื่อมสลายอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงทำให้เครื่องยนต์แห่งกรรมภายนอกอันเป็นสรรพสิ่งซึ่งมนุษย์สามารถสัมผัสรับรู้ได้นั้น ไม่มีความเที่ยงแท้ไม่สามารถดำรงอยู่จริง ไม่มีจริง เนื่องจากจะต้องเปลี่ยนแปลงตนเองไปตามกระบวนการภายในของแก่นแท้ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
ที่ผ่านมามนุษย์ทั้งหลายพากันหลงมิติทางกายภาพกันมากเป็นเพราะไม่เข้าใจความจริงในสิ่งเหล่านี้ ต่างพากันหลงยึดติดในตัวตนของสรรพสิ่งต่อไปนี้ คือ
รูป รส กลิ่น เสียง
อารมณ์ของจิต ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วขณะ
ความรู้สึก ซึ่งเป็นอาการของจิตที่ละเอียดอ่อนกว่าอารมณ์
ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง อารมณ์รู้สึก ล้วนเป็นเรื่องของ ตัวตนในด้านมายา ของสรรพสิ่งในมิติทางกายภาพทั้งสิ้น มิใช่ด้านของตัวตนในมิติของแก่นแท้เลย
รูปลักษณ์หรือรูปธรรม แม้เป็นมายา แต่มนุษย์ก็สามารถสร้าง ความมีตัวตน ให้กับมันขึ้นมาได้ด้วยการ แสดงออกซึ่ง ความเป็นเจ้าของ ต่อรูปลักษณ์นั้น ด้วยอาการ อยากได้ ไม่อยากได้
รสชาติ กลิ่น และเสียง ก็เช่นกัน แม้เป็นมายาในทางกายภาพที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แต่มนุษย์ก็ยังสร้างความมีตัวตนให้กับมันขึ้นมาได้ ด้วยการแสดงออกซึ่ง ความชอบใจ พอใจ เหมือนดั่งว่ารสชาตินั้น กลิ่นนั้น หรือเสียงนั้น มีตัวตนอยู่จริง ๆ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นแค่คุณสมบัติหนึ่งของเครื่องยนต์แห่งกรรมหรือเปลือกนอกของสรรพสิ่งที่เป็นด้าน มายา ซึ่งได้ขยายความไว้ในบทแรกแล้ว
ถ้าจะให้อธิบายความหมายของคำว่า ยึดติดตัวตน ก็คงจะกล่าวได้ว่า เป็นเพราะมนุษย์สัมผัสรับรู้สรรพสิ่งในมิติทางกายภาพหรือเครื่องยนต์แห่งกรรมอันเป็นเปลือกนอกของแก่นแท้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง กายสัมผัส และจิตสัมผัส แล้วเกิด กิเลส ต่อสรรพสิ่งนั้นขึ้นในสภาวะจิตของตนในอาการของ
ความอยาก ไม่อยาก
ความชอบ ไม่ชอบ
พอมนุษย์สร้างความมีตัวตนของสรรพสิ่งในด้านมายากันขึ้นมาแล้ว กิเลส ทั้งหลายก็เกิดขึ้นเพราะ กิเลส คือ อาการตอบสนองทางจิตหรือพฤติกรรมทางอารมณ์ของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งเร้านั้น ๆ นั่นเองหรืออาจกล่าวได้ว่า เพราะมนุษย์สร้างความมีตัวตนของสรรพสิ่งขึ้นจากด้านมายานี่เอง จึงทำให้มนุษย์ตกลงไปสู่บ่อแห่งกิเลส อันเต็มไปด้วยความรัก ความโลภ ความโกรธ และความลุ่มหลง โดยที่อารมณ์ขยะเหล่านี้มิใช่เป็นกิเลสที่มีต่อตัวตนของสรรพสิ่งที่เป็นมายาอย่างเดียวแต่เป็นอารมณ์กิเลสที่เกิดจาก การยึดติดในอัตตา ตัวตนของตน อีกด้วย
ถ้าไม่ใช่เพราะมนุษย์ เกิดอาการจิตป่วยด้วยโรคหลงมิติแห่งมายา หรือหลงด้านของเงาที่เป็นมายาว่าเป็นตัวตนแก่นแท้แล้วกิเลสในจิตมนุษย์ทั้งหลายนั้นจะเกิดจากสาเหตุอื่นใดได้อีกเล่า ?
เรื่องของ ตัวตน กับเรื่องของ มายา เป็นเรื่องที่อธิบายให้ผู้ที่ยังคงใช้กระบวนการคิดแบบจิตมนุษย์ฟังเข้าใจได้ค่อนข้างยากยิ่งนัก แต่ก็ได้พยายามกล่าวไว้ในบทแรกอย่างดีที่สุดแล้ว แต่เนื่องจากบทนี้เป็นเรื่องที่กล่าวถึง การหลงมิติทางจิต นัยความหมายกล่าวถึงอาการหลงมิติในสรรพสิ่งซึ่งมีหรือเป็นตัวตนในมิติทางกายภาพของมนุษย์ ว่าเป็นแก่นแท้หรือเป็นตัวตนที่แท้จริง ซึ่งมิได้แตกต่างจากที่ได้กล่าวอธิบายไปแล้วในบทที่หนึ่งนั้น แต่ในบทนี้ยังมีความรู้ใหม่ที่มนุษย์ต้องรู้เพิ่มเติมไว้ นั่นคือในกรณีของ การเกิดมีตัวตนของทุก ๆ สรรพสิ่งทางกายภาพในระบบโลก ซึ่งเป็น เงามายาของแก่นแท้ มันเกิดขึ้นมาเป็นแต่ละสรรพสิ่งที่เหมาะสมแล้วได้อย่างไรเพื่อให้มนุษย์เข้าใจคำว่า โลกนี้ คือ มายา และคำสอนที่ว่า ถ้วนทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นมายา ได้อย่างถ่องแม้ยิ่งขึ้นจะได้สามารถละวางการยึดติดตัวตนมายาทั้งหลายลงได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้นอีกต่างหากด้วย
คำอธิบายต่อไปนี้จะเป็นความรู้ใหม่อันล้ำค่าเกี่ยวกับ มายาแห่งตัวตน ในมิติทางกายภาพของระบบโลกและจะเป็นคำกล่าวในแนวของศาสตร์ อภิปรัชญา ที่วิทยาศาสตร์โลกยังตามศึกษาเข้าไปไม่ถึงอีกต่างหากด้วย และเชื่อว่าด้วยความรู้ใหม่อันสำคัญนี้นี่เอง ที่จะช่วยให้มนุษย์ข้ามพ้นอาการป่วยทางจิตด้วยโรค หลงมิติทางจิต กันอย่างง่ายดายมากขึ้น โปรดติดตามและจงเร่งทำความเข้าใจให้เห็นแจ้งเสียแต่เดี๋ยวนี้
กฎเกณฑ์ทางกายภาพของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล
มนุษย์ล้วนได้รับการกล่าวย้ำกันอยู่บ่อยครั้งว่า ทุก ๆ สรรพสิ่งและทุก ๆ ปรากฏการณ์ รวมทั้งรูปธรรมมนุษย์เองด้วย ล้วนเป็นสรรพสิ่งที่ก่อกำเนิดความมีตัวตนของมันขึ้นมาในมิติทางกายภาพ ให้มนุษย์สามารถใช้อวัยวะประสาทรับสัมผัสรู้ของเครื่องยนต์แห่งกรรมของตนอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีอยู่รับรู้ว่ามันเกิดขึ้นมันมีอยู่มันเสื่อมสลายหายไปและบุคลิกลักษณะของมันเป็นอย่างไร เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนไหวใด ๆ ของสรรพสิ่งใดสรรพสิ่งหนึ่งนั้น มันจะเป็นไปตามเงื่อนไขสำคัญข้อใหญ่ข้อหนึ่งซึ่งมนุษย์ควรเรียกเงื่อนไขข้อนี้ว่า
กฎเกณฑ์ทางกายภาพของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล หรืออาจกล่าวสั้น ๆ ว่า กฎเกณฑ์ทางกายภาพในสากลจักรวาล ก็ได้
มนุษย์จะต้องรู้ว่าทุก ๆ สรรพสิ่งที่อยู่รายรอบตัวมนุษย์นั้น มันล้วนเกิดจาก กฎเกณฑ์ทางกายภาพในสากลจักรวาล อันเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางพลังงานที่ตามนุษย์เอง มองไม่เห็นทั้งสิ้น และสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจะไม่มีสิ่งใดที่สามารถดำรงสถานะของตนเองอยู่อย่างยาวนานตลอดกาลเลย ถ้ากระบวนการทางพลังงานที่เป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่งนั้น ซึ่งแฝงเร้นอยู่ข้างใน สิ้นสุดลงหรือ ยุติลง ความเป็นสรรพสิ่งนั้นที่เคยมีเคยเห็นกันมาตลอดมันก็จะหายไปทันที โดยจะไม่มีใครได้เห็นสรรพสิ่งนั้นอีก
แต่ถ้าหากว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของแก่นแท้ภายในสรรพสิ่งที่สัมผัสรู้ดูเห็นมันอยู่นั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม รูปธรรมและรูปลักษณ์ของสรรพสิ่งนั้นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้อีกต่างหากด้วย เช่น สรรพสิ่งที่เป็นของแข็ง เปลี่ยนแปลงสถานะเป็นของเหลว ของเหลวเปลี่ยนแปลงสถานะไปเป็นก๊าซ เป็นต้น
การที่มนุษย์มองเห็นบางสรรพสิ่งที่มันดำรงสถานะของมันทั้งรูปธรรมและรูปลักษณ์อยู่ได้ ค่อนข้างยาวนาน อาจบางทีจนตลอดชั่วอายุขัยเครื่องยนต์แห่งกรรมของมนุษย์ผู้สังเกตเองในภพชาตินี้จนแม้กลับมาเกิดใหม่อีกหนหนึ่งแล้วในภพชาติถัดมามนุษย์ก็ยังเห็นมันอยู่โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เป็นเพราะสรรพสิ่งนั้น ๆ ยังมี กระบวนการของแก่นแท้ภายในที่เกิดขึ้นยังไม่สิ้นสุดนั่นเอง เช่นดาวเคราะห์ต่าง ๆ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภูเขา แผ่นดิน สิ่งปลูกสร้างจากน้ำมือมนุษย์ ก้อนหิน และอื่น ๆ แต่มนุษย์จงรับรู้ไว้เถิดว่าอย่างไรเสียสักวันหนึ่งข้างหน้าสรรพสิ่งเหล่านี้ย่อมต้องมีวันเปลี่ยนแปลงตนเองไปจากเดิม หรืออาจมีการเสื่อมสลายสิ้นสูญเป็นแน่แท้ สมดังคำกล่าวที่ว่า ไม่มีใครหรือสรรพสิ่งใดจะดำรงอยู่ค้ำฟ้าได้ นั่นเอง
กฎเกณฑ์ทางกายภาพของสรรพสิ่งในจักรวาล จึงเป็นกฎเกณฑ์หลักที่มนุษย์ทุกคนต้องรู้ โดยขอแยกกล่าวเป็นกฎย่อย ๆ เพื่อสะดวกต่อการทำความเข้าใจ ดังต่อไปนี้
1.กฎแห่งการเปลี่ยนแปลง
มนุษย์ต้องรู้ว่าภายในเครื่องยนต์แห่งกรรมของสรรพสิ่งใดที่แลเห็นอยู่นั้น จะมีรูปธรรมทางพลังงานเป็นแก่นแท้เร้นอยู่ภายใน หรือเป็นตัวตนที่แท้จริง ด้วยกันทั้งสิ้น และแก่นแท้ทั้งหลายมันจะ ไม่เคยหยุดนิ่งเลย แม้มันจะอยู่ลึกเร้นเข้าไปถึงข้างในจนไม่มีใครสามารถแลเห็นตัวตนมันได้ก็ตาม แต่มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเหตุจากตัวของมันเองและอาจเกิดจากปัจจัยภายนอกได้ตลอดเวลา